ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังประธานเฟดส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงาน ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 26-30 พฤศจิกายน 2561 ว่าค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (26/11) ที่ระดับ 33.04/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (23/11) ที่ระดับ 33.04/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เนื่องจากตลาดรอจับตาดูคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และการเปิดเผยรายงานการประชุมเฟดครั้งล่าสุดในช่วงกลางสัปดาห์
อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทได้ปรับตัวแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในคืนวันพุธ (28/11) ภายหลังจากที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้กล่าวว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในปัจจุบันกำลังเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง อีกทั้งการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือการกำหนดนโยบายทางการเงินอื่น ๆ ในอนาคตนั้นจะขึ้นอยู่กับสภาวะทางการเงินและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดจะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างรุนแรงเท่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนตุลาคม
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนวันพุธ (28/11) นั้น กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ที่ระดับ 3.5% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ต่ำกว่าระดับ 4.2% ในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดีในวันศุกร์ (30/11) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยหลังจากที่เฟดได้เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 7-8 พฤศจิกายน โดยระบุว่า กรรมการเฟดส่วนใหญ่ได้แสดงความเห็นว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปน่าจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หากข้อมูลที่เฟดได้รับมาบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานและอัตราเงินเฟ้อมีความสอดคล้องหรือแข็งแกร่งกว่าระดับการคาดการณ์ในปัจจุบัน
นอกจากนี้รายงานการประชุมเฟดยังระบุด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดนั้นกำลังเข้าใกล้ระดับที่เป็นกลาง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปนั้น อาจส่งผลให้การขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง และสร้างแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อและการคาดการณ์เงินเฟ้อ อีกทั้งกรรมการหลายคนของเฟดได้แสดงความเห็นว่า เฟดควรเริ่มเปลี่ยนแปลงถ้อยคำในแถลงการณ์ที่เคยเน้นย้ำว่าเฟดประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายจากข้อมูลที่ได้รับมา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำดังกล่าวนั้น จะช่วยสื่อสารให้สาธารณชนได้รับทราบว่า คณะกรรมการ FOMC มีความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงได้ อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงจับตาการประชุมนอกรอบระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในประเด็นทางการค้า ซึ่งมีกำหนดพบปะกันนอกกรอบการประชุม G20 ในวันเสาร์ (1/12) ทั้งนี้ ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทมีความเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.88-33.08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (30/11) ที่ระดับ 32.88/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ในส่วนของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (26/11) ที่ระดับ 1.1330/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/11) ที่ระดับ 1.1366/71 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากที่ไอเอชเอส
มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน ได้เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของยูโรโซนลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.4 ในเดือนพฤศจิกายน จากระดับ 53.1 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 47 เดือน
ในขณะที่การประชุมสุดยอดผู้นำอียูเมื่อวันอาทิตย์ (25/11) นายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานสภายุโรปเปิดเผยว่า ผู้นำสหภาพยุโรปหรือ EU ทั้ง 27 ชาติ เห็นพ้องผ่านข้อตกลงถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อตกลง Brexit ยังต้องได้รับการเห็นขอบจากสภาสหราชอาณาจักรอีกขั้นแต่สมาชิกสภาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงฉบับนี้ ซึ่งทางรัฐสภาอังกฤษเตรียมจัดการประชุมเพื่อลงมติต่อร่างข้อตกลง (Brexit) โดยคาดว่าการประชุมดังกล่าวจะมีขึ้นในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ทางด้านนายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ออกมากล่าวย้ำอีกครั้งว่า ECB จะไม่เปลี่ยนแปลงแผนการยุติการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) วงเงิน 2.6 ล้านล้านยูโรในช่วงสิ้นปีนี้ แม้มีผู้คัดค้านว่า ECB ดำเนินการเร็วเกินไป เพราะขณะนี้เศรษฐกิจยูโรโซนยังชะลอตัว
อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากดอลลาร์สหรัฐ ที่ปรับตัวอ่อนค่าลงหลังจากคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1267-1.1402 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/11) ที่ระดับ 1,1371/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ในส่วนของค่าเงินเยนนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (26/11) ที่ระดับ 112.97/99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (23/11) ที่ระดับ 112.82/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้นายฮารุฮฺโกะ คุโรดะ ได้ออกมาย้ำว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังไม่มีแผนที่จะยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในระยะเวลาอันใกล้นี้ อีกทั้งยังระบุว่าการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% นั้น เป็นสิ่งจำเป็นโดยนักลงทุนบางส่วนคาดการณ์ว่า BOJ อาจยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อบรรเทาผลกระทบของสถาบันการเงินจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ BOJ ที่ระบุว่าการยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบจะช่วยเร่งอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดีค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากการปรับตัวอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐ จากคำกล่าวสุนทรพจน์ของนายพาวเวล อีกทั้งในวันพฤหัส (29/11) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกประจำเดือนตุลาคมของญี่ปุ่น ปรับตัวสูงขึ้นร้อยละ 3.5 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวรวดเร็วที่สุดในรอบ 10 เดือน หรือนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 112.88-114.04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (30/11) ที่ระดับ 113.48/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ