เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
Economic สภาผู้บริโภค จี้ ‘เอกนัฏ’ ฟัน ‘ค่าปรับปรุงเบนซิน’ 50 สต. รับ กบง. หั่นพรีเมียมทิพย์หมื่นล้าน
เช็กรายชื่อเอกชนรับเหมา ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ กฟน.-กฟภ. พร้อมกางเงื่อนไขกู้หนุน 5 หมื่น
Economic เช็กรายชื่อเอกชนรับเหมา ‘โซลาร์ภาคประชาชน’ กฟน.-กฟภ. พร้อมกางเงื่อนไขกู้หนุน 5 หมื่น
VGI แจงยิบ ก.ล.ต. ฟ้อง 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ คดีส่วนบุคคล ยันไม่กระทบธุรกิจ-หุ้นเทรดปกติ
Finance VGI แจงยิบ ก.ล.ต. ฟ้อง 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ คดีส่วนบุคคล ยันไม่กระทบธุรกิจ-หุ้นเทรดปกติ
กลุ่ม ปตท. ขยับเก้าอี้บริหาร! เปลี่ยนแม่ทัพการเงิน-CEO ด้าน OR รอคลังไฟเขียวซีอีโอใหม่
Finance กลุ่ม ปตท. ขยับเก้าอี้บริหาร! เปลี่ยนแม่ทัพการเงิน-CEO ด้าน OR รอคลังไฟเขียวซีอีโอใหม่
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิด “อาคารชลพิพัฒน์”
กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
Finance กนง. ยอมรับดอกเบี้ยต่ำนานเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเกาะติดผลกระทบใกล้ชิด
คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
Finance คปภ. เร่งช่วยเหยื่อน้ำท่วมภูเก็ต ชี้ช่องรับเงินประกัน 1 หมื่นบาท ตามเงื่อนไข
ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (28 ต.ค. 69) ปรับขึ้น 800 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 65,600 บาท
เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
Real Estate เริ่มแล้วออกแบบ 5 พื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ ‘สวนสาธารณประโยชน์แห่งอนาคต เกาะรัตนโกสินทร์’
‘ชัชชาติ’ ยื่นสภา กทม. ขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด 1,139 ล้าน เร่งเยียวยา-ฟื้นฟูน้ำท่วม
Politics ‘ชัชชาติ’ ยื่นสภา กทม. ขอใช้เงินสะสมจ่ายขาด 1,139 ล้าน เร่งเยียวยา-ฟื้นฟูน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

แบงก์ชาติปิดจุดเสี่ยงศก. มอนิเตอร์เข้มหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน

29 ธ.ค. 2561 | 14:02น.
แบงก์ชาติกางแผนกำจัดจุดเปราะบางระบบเศรษฐกิจไทย ชี้ดอกเบี้ยต่ำนานสะสมความเสี่ยง เกาะติด “หนี้ครัวเรือน-หนี้ธุรกิจใหญ่” ต้นทุนการเงินถูกลงทุนไร้ทิศทาง ยอมรับเอ็นพีแอลพุ่งต่อ โดยเฉพาะ “เอสเอ็มอีเมืองรอง” เจอธุรกิจยักษ์ตีตลาด เตือนโปรเจ็กต์ “มิกซ์ยูส” อนาคตซัพพลายล้น พร้อมส่งมาตรการคุมเข้มผู้ประกอบการ “จำนำทะเบียน” มูลค่ากว่าแสนล้าน จับตาดัชนีดอกเบี้ยปีหน้า

หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในรอบ 7 ปี 4 เดือน เมื่อ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา จากระดับ 1.50% เป็น 1.75%

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดให้ทีม “ประชาชาติธุรกิจ” และในเครือ บมจ.มติชนสัมภาษณ์พิเศษ โดยได้อธิบายถึงเหตุผลที่ กนง.ลงมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายว่า หลายคนมองว่า ธปท.ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ หรือจีดีพี ปีนี้โต 4.2% จากที่คาด 4.4% และปีหน้าโต 4% จากที่คาดไว้ 4.2% แต่กลับมีการขึ้นดอกเบี้ยทำให้รู้สึกสวนทาง ต้องบอกว่า การดูดอกเบี้ยนโยบายต้องดูระยะยาว และนโยบายการเงินทุกนโยบายมีต้นทุน จะทำหรือไม่ทำก็มีต้นทุน การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยนโยบายต้องชั่งน้ำหนักหลายด้าน ได้แก่ การขยายตัวของเศรษฐกิจ แรงกดดันเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน

จุดเสี่ยงจากดอกเบี้ยต่ำ

นายวิรไทกล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ระดับต่ำมานาน ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่าง อันดับแรกคือ การก่อหนี้สูงขึ้น โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน และหนี้ภาคธุรกิจก็รับความเสี่ยงมากขึ้น หรือมีพฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นโดยไม่คำนึงความเสี่ยงที่เหมาะสม (Search for Yield) ก็จะเป็นจุดเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเริ่มเห็นจากปีที่แล้ว Unrated Bond คนแห่ไปซื้อ มีบริษัทที่ไม่เคยได้ยินชื่อและไม่รู้ว่าเอาเงินไปทำอะไร หรือไปลงทุนที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจหลัก หรือธุรกิจออกตราสารระยะสั้น 6 เดือน แต่ไปลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว ก็เป็น Mismatch ระหว่างข้างระดมทุนและข้างที่เอาเงินไปใช้ ทำให้เกิดความไม่สมดุล และนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ของบางบริษัท

การก่อหนี้เพิ่มขึ้นมาก แม้ตัวเลขการก่อหนี้ต่อ GDP อาจลดลงบ้าง แต่ภาระหนี้คนไทยโดยรวมสูง และเป็นจุดเปราะบางภาคครัวเรือน โดยเห็นตัวอย่างสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ขยายตัวเร็วมาก ไหลจากเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไปอยู่ในสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง แต่คนไม่ได้สนใจว่าเอาเงินไปทำอะไร และเห็นการระดมทุนไปทำอะไรแปลก ๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น เพื่อจ่ายปันผลให้สมาชิก หรือปล่อยกู้กันเองด้วยมาตรฐานที่มีช่องโหว่

“รวมถึงการเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ เป็นการกู้เงินเพื่อมา search for yield ขณะที่การแข่งขันก็ทำให้แบงก์หย่อนมาตรฐานทำให้เกิดสินเชื่อเงินทอน ที่เห็นธนาคารออกเช็ค 2 ใบ ใบหนึ่งให้บริษัทพร็อพเพอร์ตี้ อีกใบหนึ่งให้ลูกค้า และหลายคนกู้มากกว่า 2-3 สัญญา เนื่องจากอยากได้เงินก้อนมาก่อน ส่วนหนึ่งเอาไปชำระหนี้บัตรเครดิตและอีกส่วนนำไปลงทุน เพราะดอกเบี้ยบ้าน 3 ปีแรกต่ำมาก จึงเป็นรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาจากที่ดอกเบี้ยอยู่ต่ำมาต่อเนื่องมานาน”

ผู้ว่าการ ธปท.ระบุว่า ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ก็มีการก่อหนี้ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น เริ่มมีการออกหุ้นกู้ตลอดชีพที่ลักษณะคล้ายทุน หรือ Perpetual Bonds มากขึ้น ขณะที่ผู้ลงทุนไม่เข้าใจความเสี่ยงคิดว่าเป็นตราสารหนี้ ออกมาก็ขายหมด เพราะ 3-4 ปีแรกให้ผลตอบแทนสูง 5% แต่จากวิธีการลงบัญชีมันคือทุน ที่ต้องเลิกบริษัทถึงจะได้รับเงินคืน ทำให้เป็นจุดเปราะบางในระบบการเงิน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ

“ดอกเบี้ยต่ำทำให้แรงจูงใจออมน้อย แต่แรงจูงใจก่อหนี้สูง ดังนั้นการดูแลเสถียรภาพหรือวัฏจักรทางการเงินต้องชั่งน้ำหนักระหว่างผู้กู้และผู้ออมด้วย นี่เป็นหนึ่งเหตุผลที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งล่าสุด”

ตุนกระสุน-นโยบายคลังเต็ม

นายวิรไทกล่าวว่า อีกด้านคือการสร้าง Policy Space เพราะมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนมากขึ้น หน้าที่ของธนาคารกลางคือต้องมองไประยะยาว และต้องแน่ใจว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจะมีเครื่องมือดูแลระบบเศรษฐกิจ และดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% ก็ถือว่ามีข้อจำกัด ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็ค่อย ๆ สะสมขีดความสามารถในการทำนโยบาย แต่จะสะสมถึงเท่าไหร่ ไม่ใช่เป้าหมายหลัก เพราะอีกด้านส่วนของนโยบายการคลัง มองในอนาคตก็ถือว่ามีข้อจำกัดค่อนข้างมาก จากการเป็นรัฐสวัสดิการ และขนาดของภาครัฐที่เติบโตขึ้น

และอีกเรื่องที่ กนง.ให้น้ำหนักมากคือเครื่องยนต์ในประเทศดี การบริโภคและการลงทุนเอกชน แม้เศรษฐกิจต่างประเทศได้รับผลกระทบมากขึ้น และการลงทุนภาครัฐที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีการจ้างงานภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากการจ้างงาน เช่น จากการทำโอเวอร์ไทม์มาเป็นงานเต็มเวลา สะท้อนความมั่นใจภาคธุรกิจ

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า เนื่องจากดอกเบี้ยทั้งโลกเป็นขาขึ้น และดอกเบี้ยไทยต่ำพิเศษ กนง.จึงเห็นตรงกันว่า นโยบายผ่อนคลายทางการเงินยังจำเป็นอยู่ในอนาคต แต่การผ่อนคลายมากเป็นพิเศษจะจำเป็นน้อยลง ซึ่งถ้าเศรษฐกิจไทยขยายตัวสอดคล้องกับศักยภาพก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก แต่ไม่ได้มีเป้าหมาย เพราะยังมีจุดเปราะบางในระบบเศรษฐกิจอยู่หลายจุด

อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นอ่อนไหวต่อการขึ้นดอกเบี้ยข้างหน้า ทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ ได้แก่ การกีดกันทางการค้า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เช่น Brexit ซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจโลกได้ รวมทั้งเศรษฐกิจจีน และการเลือกตั้งในประเทศ ที่ต้องมาดูว่าจะทำให้การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐมีความต่อเนื่องหรือไม่

ตรึงดอกเบี้ยกู้อ้างอิง

ทั้งนี้ ผลจาก กนง.ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ตราสารหนี้ระยะสั้นขยับขึ้นทันที ใครที่ลงทุนกองทุนตราสารการเงินระยะสั้นจะได้ประโยชน์ บางแบงก์มีการขึ้นดอกเบี้ยฝาก พร้อมกันนี้ผู้ว่าการ ธปท.ก็ส่งสัญญาณให้ตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิง (MLR/MOR/MRR) โดยระบุว่า ดอกเบี้ยเงินกู้อ้างอิงไม่จำเป็นต้องรีบปรับขึ้น เพราะสภาพคล่องส่วนเกินยังสูง แต่ควรปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดอกเบี้ยพิเศษ MLR-มาก ๆ กลุ่มนี้ก่อน เพราะอดีตธุรกิจใหญ่มีอำนาจต่อรองสูง ไม่กู้แบงก์ก็ไประดมทุนออกตราสารหนี้ และการที่ธุรกิจมีต้นทุนเงินกู้ต่ำก็ทำให้มีการนำเงินไปลงทุนในโครงการที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจตัวเอง ถือเป็น Search for yield ที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยก็ช่วยลดการประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควรได้

นายวิรไทยืนยันว่า ถ้าดอกเบี้ย MOR/MRR/MLR ไม่ได้ขยับขึ้น ก็ไม่ส่งผลกระทบต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เป็นห่วงกัน รวมถึงในส่วนของหนี้ภาครัวเรือนที่กระทบไม่มาก เพราะมีเพียง 1 ใน 3 ของเงินกู้ภาคครัวเรือนที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ยลอยตัว เพราะสินเชื่อบ้านดอกเบี้ย 3 ปีแรกส่วนใหญ่คงที่

“ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดใหญ่หรือขนาดกลางที่ได้รับอัตราดอกเบี้ย MLR-/MRR- อาจถูกระทบ เพราะแบงก์อาจให้ส่วนลดดอกเบี้ยน้อยลง อย่างไรก็ตาม เราศึกษาพบว่าต้นทุนทางการเงินไม่ใช้ต้นทุนใหญ่ของเอสเอ็มอี แต่โจทย์ใหญ่ของเอสเอ็มอีตอนนี้คือการปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในการทำธุรกิจยุคใหม่ ที่เป็นผลจากเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ถ้าปรับตัวได้จะไม่มองต้นทุนทางการเงินว่าเป็นปัญหา และถ้าบริหารสต๊อกได้ดี ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนก็ลดลง”

หนี้เสียเอสเอ็มอี “เมืองรอง” พุ่ง 

ผู้ว่าการ ธปท.ยอมรับว่า สถานการณ์ปัญหาเอ็นพีแอลหรือหนี้เสียยังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อบ้าน ขณะที่กลุ่มสินเชื่ออื่น ๆ ทรงตัวหรือลดลง เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการเก็งกำไรซึ่งพบว่าส่วนใหญ่เอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นจะเป็นสัญญากู้ที่ 2 และ 3 ซึ่งกลุ่มนี้ถ้าดอกเบี้ยขยับขึ้นก็มีแนวโน้มจะเป็นเอ็นพีแอลได้อีก ทำให้ ธปท.ต้องออกมาตรการคุมสินเชื่อบ้าน

สำหรับหนี้เสียธุรกิจขนาดใหญ่ลดลงเรื่อย ๆ แต่ในกลุ่มเอสเอ็มอียังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หรือบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะต้องเจอผู้ประกอบการใหญ่ ประสิทธิภาพสูงกว่า และขยายไปต่างจังหวัด ทำให้พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเมืองรองเจ็บตัวหนัก เพราะตลาดเล็กอยู่แล้ว แถมยังมีคู่แข่งรายใหญ่จากส่วนกลางเข้ามาแย่งตลาด

“การแก้ปัญหาเอสเอ็มอีต้องแก้ด้วยนโยบายไมโคร ไม่ใช่ทำนโยบายเหวี่ยงแห เช่น ให้สินเชื่อปูพรม แบบนั้นไม่ตอบโจทย์ และมีอีกหลายอุตสาหกรรมที่เผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบกับเอสเอ็มอี ปัญหานี้ทุกภาคส่วนต้องเข้าไปมีบทบาทอย่างจริงจัง”

ประเด็นคือหนี้เสียที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจสำคัญมากกว่า หนี้เสียที่มาจากวัฏจักรเศรษฐกิจที่อาจแย่ลงช่วงสั้น ที่สำคัญคือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่

กังวลแห่ลงทุน “มิกซ์ยูส” 

นายวิรไทกล่าวว่า นอกจากนี้ ธปท.ก็จะมีการเข้าไปดูแลเรื่องการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ของธนาคาร ให้มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงอย่างระวังตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น จากอดีตที่การแข่งขันสูงทำให้การปล่อยสินเชื่อบางประเภทมาตรฐานหย่อนยานไป ธปท.ก็เข้าไปดูแลและเห็นว่าหลายแบงก์ปรับเงื่อนไข เช่น เรื่องการแข่งลดดอกเบี้ยสินเชื่อรายใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจที่ลูกค้าไม่เคยทำมาก่อน เช่น ปัจจุบันจะเห็นว่ามีการลงทุนโครงการมิกซ์ยูส (คอนโดฯ/ออฟฟิศสำนักงาน/ค้าปลีก) ซึ่งหลายโครงการมีมูลค่าสูงมาก และผู้ประกอบการไม่เคยมีประสบการณ์ ขณะที่อนาคตเทรนด์ของอีคอมเมิร์ซจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ไปเดินห้างน้อยลง ทำให้เกรงว่าจะเกิดเป็นอุปทานส่วนเกินใน 3-5 ปีข้างหน้ามากน้อยแค่ไหน จะประเมินอย่างไร และสร้างกันชนรองรับยังไง

คุมเข้ม “จำนำทะเบียน”

นายวิรไทกล่าวว่า สำหรับจุดเปราะบางอื่น ๆ ที่ธปท.กำลังดูอยู่ก็คือ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (Hire Purchase) แต่ไม่ได้มีอิมแพ็กต์แรงเหมือนสินเชื่อบ้าน เพราะบ้านคนซื้อหวังเก็งกำไรจากราคาที่ปรับขึ้น รถยนต์ซื้อแล้วมีแต่ราคาลง แต่อาจมีปัญหาเรื่องสินเชื่อเงินทอนมากขึ้น และอีกตัวที่กำลังทำคือการกำกับดูแลจำนำทะเบียนรถ ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงเป็นแสนล้านบาท ซึ่งมีผู้เล่นจำนวนมากแต่รายใหญ่ก็มีไม่กี่ราย ที่ผ่านมาผู้บริโภคถูกเอาเปรียบเยอะ สัญญามีช่องโหว่หลายมิติ และดอกเบี้ยค่อนข้างสูง

“คนที่มาขอสินเชื่อคือต้องการเงินด่วน ซึ่งเป็นเหตุผลทางธุรกิจหรือครอบครัว แต่สัญญาจะล็อกยาว ลูกหนี้จะใช้คืนก่อนก็โดนปรับสูงมาก วิธีคิดดอกเบี้ยก็ไม่แฟร์ ตอนนี้ก็แบ่งงานกับกระทรวงคลัง ถ้ากลุ่มผู้ให้บริการที่เป็นพิโกไฟแนนซ์ ก็ให้กระทรวงคลังดู ส่วนที่เป็นรายใหญ่ ธปท.ก็จะเข้าไปดูแล ซึ่งปัจจุบันได้ออกประกาศส่งให้กระทรวงการคลังอนุมัติอยู่”

ผู้ว่าการ ธปท.ทิ้งท้ายว่า โลกที่ผันผวนสูง การรักษาเสถียรภาพอยู่ที่ 2 คำ คือ “สร้างกันชน” เวลาเจอแรงปะทะจากข้างนอกจะได้รับได้ ซึ่งวันนี้เรามีกันชนเรื่องทุนสำรอง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด สำรองหนี้เสียที่มากพอ สภาพคล่องที่ดี ต่างจากประเทศเกิดใหม่อื่นที่ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพราะเงินไหลออก มิติที่สองคือ “กำจัดจุดเปราะบาง” ในประเทศ อะไรที่เป็นปัจจัยเสี่ยงจุดเปราะบาง ข้างนอกไม่มากระทบ ข้างในก็ต้องดูแลอย่าให้มีจุดเปราะบาง อย่าให้มีฝีที่จะไปแตกในอนาคต

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat 

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!