หุ้นไทยยืนเหนือ 1,600 จุด รับปัจจัยหนุนในประเทศ นายกส่งสัญญาณพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง-ควบคุมราคายาฯ
นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยวันที่ 22 ม.ค.62 ปิดตลาดที่ดัชนี 1,601.77 จุด เพิ่มขึ้น 13.39 จุด หรือเพิ่มขึ้น 0.84% และมีมูลค่าการซื้อขายราว 49,265.90 ล้านบาท โดยดัชนีในวันนี้สามารถเคลื่อนไหวอยู่ในแดนบวกได้ตลอดวัน และมีการปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงท้ายตลาด ส่งผลให้สามารถปิดตลาดเหนือดัชนี 1,600 จุดได้ ด้านปัจจัยการเมือง ตลาดได้รับแรงหนุนหลังมีแนวโน้มว่าพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจะประกาศภายออกมาภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคม 2562 อย่างแน่นอน
ส่วนกลุ่มที่หนุนนำตลาดให้ปรับเพิ่มขึ้นมาในวันนี้ยังคงเป็นกลุ่มพลังงานที่ได้รับอานิสส์จากราคาน้ำมันดิบที่ยังคงปรับขึ้นต่อเนื่อง, กลุ่มโรงพยาบาลที่สามารถดีดกลับ (Rebound) ขึ้นมาได้ หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดค่อนข้างยืดหยุ่นกว่าที่คาดการณ์ กล่าวคือ ส่วนต่าง (Spread) ของต้นทุนและราคายายังคงค่อนข้างสูง ซึ่งการควคุมดังกล่าวจึงส่งผลเชิงบวกมากกว่าเชิงลบต่อราคาหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BCH BDMS และ BH, กลุ่มส่งออกอาหาร และกลุ่มธุรกิจการเงิน (FINCIAL) ปรับเพิ่มขึ้นหนุนตลาดในวันนี้เช่นกัน ส่วนกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มที่มีการปรับลดลงมากที่สุด
จากปัจจัยบวกในประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยในวันนี้ค่อนข้างดีกว่าตลาดหุ้นในภูมิภาคเดียวกัน โดยนักวิเคราะห์ประเมินการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้ (23 ม.ค.62) หากสามารถเปิดตลาดเหนือ 1,600 จุดได้ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่อง ในทางกลับกันหากเปิดตลาดต่ำกว่า 1,600 จุด อาจเห็นการพักตัวซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก ด้านกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในวันพรุ่งนี้ ประเมินแนวรับที่ 1,590 จุด และแนวต้านที่ 1,615 จุด
ด้านกลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำกลุ่มพลังงานซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น ได้แก่ PTT และ PTTEP, กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่เริ่มเห็นการฟื้นตัว ได้แก่ STEC และ CK, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCC, กลุ่มท่องเที่ยวที่ได้รับอานิสงส์จากการต่อมาตรการฟรีวีซ่า ได้แก่ ERW และ MINT, กลุ่มส่งออกอาหาร ได้แก่ CPF และ TU และกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL