สมรภูมิดิจิทัลเอเยนซี่ฝุ่นตลบ “YDM ผนึก FCB” มุ่งครบวงจร
ถึงนาทีนี้คงไม่มีใครปฏิเสธพลังของสื่อออนไลน์ แต่ไม่ได้หมายความว่าสื่อออฟไลน์จะไม่สำคัญ
“ธนพล ทรัพย์สมบูรณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วายดีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดดิจิทัลเอเยนซี่ในปัจจุบันถือเป็น “เรดโอเชียน” เพราะทุกรายเข้ามาทำออนไลน์หมด ทำให้เอเยนซี่ออฟไลน์บางรายต้องตั้งทีมขึ้นมาใหม่ หรือไม่ก็ซื้อบริษัทดิจิทัลเอเยนซี่เข้ามาเสริม ขณะที่มีเอเยนซี่เล็ก ๆ ที่มีพนักงานหลัก 10 รายเข้ามาในตลาดจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ต้องแข่งที่คุณภาพ แต่ต้องแข่งเรื่องความเร็วด้วย
สำหรับวายดีเอ็มเป็นบริษัทดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง จึงมีจุดอ่อนด้านการทำแบรนดิ้งให้ลูกค้าทำให้บริษัทเข้าซื้อหุ้น 100% ของบริษัท “เอฟซีบี แบงคอก” (FCB Bangkok) เพื่อนำจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทมาเสริมซึ่งกันและกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ Drive-Connect-Grow
โดย “เอฟซีบี แบงคอก” เป็นเอเยนซี่โฆษณาออฟไลน์ ที่มีจุดเด่นด้านเซอร์วิส, การวางกลยุทธ์, การหาความต้องการของลูกค้า, สร้างแคมเปญ, วางตำแหน่งการขาย และโปรดักชั่น
“เทรนด์ของต่างประเทศไม่มีดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง แต่ทำทั้ง 2 ส่วนไปด้วยกัน เพราะคนอาจใช้เวลาในออนไลน์เยอะแต่ก็ยังต้องอยู่กับโลกออฟไลน์ คอนเทนต์ที่มีบทบาทมากขึ้นในอนาคต คือคอนเทนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยี และมีรูปแบบการสื่อสารที่ผนวกทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน เวลาคิดกลยุทธ์ต้องคิดเป็นภาพใหญ่ที่ต้อง synergy ระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ จึงเริ่มเห็นคนทำออนไลน์เข้ามาทำออฟไลน์มากขึ้น
แต่ยังทำได้ไม่ดี เพราะวิธีคิดของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งกับมาร์เก็ตติ้งทั่วไปไม่เหมือนกัน นี่จึงเป็นโอกาสของเราในการก้าวขึ้นเป็น one stop service ทำให้ลูกค้าประหยัดขึ้น และช่วยลดความไม่ต่อเนื่องได้ด้วย”
ส่วนของการทำงานร่วมกันจะไม่มีส่วนไหนที่ทับซ้อนกัน ทั้งวายดีเอ็มเป็นกรุ๊ปคอมปะนีอยู่แล้วจึงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงการทำงานของ “เอฟซีบี แบงคอก” แต่เป็นการหาทางร่วมมือกันในเครือมากกว่าทำให้มีลูกค้าออฟไลน์เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทมองเห็นแนวโน้มของลูกค้าเดิมใช้เงินกับการตลาดมากขึ้น โดย “วายดีเอ็ม” จะออกแพลตฟอร์มและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงมั่นใจว่าบริษัทจะเติบโตไม่น้อยกว่า 60% และคาดว่าปีนี้จะมีรายได้ถึง 800 ล้านบาท เพิ่มจากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 550 ล้านบาท และวางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 3 ปีข้างหน้า
“ตอนนี้ที่เราดูคอนเทนต์ให้มีอยู่เกือบ 30 แบรนด์ ลูกค้ารายใหญ่มีธนาคารไทยพาณิชย์, ธนชาต, ททท. เป็นต้น ปีที่ผ่านมาลูกค้ามี 200 กว่าแบรนด์ ไม่ได้ตั้งเป้าลูกค้าใหม่ในปีนี้น่าจะเพิ่มกี่ราย แต่อยากทำแบบอินทิเกรตทั้งออนไลน์และออฟไลน์”
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่ายังขาดด้านการฝึกอบรม ภายในปีหน้าจึงจะมีการเปิดหลักสูตรด้านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก รวมทั้งฝึกอบรมนักศึกษาฝึกงานขึ้นมาด้วย
สำหรับภาพรวมของตลาดดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในประเทศไทยในปีนี้จะมีมูลค่าราว 15,500 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของตลาดโฆษณาโดยรวม ขณะที่ในต่างประเทศมีสัดส่วนถึง 30% จึงมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยคาดว่าจะเติบโตได้ 30-40% จากปีที่ผ่านมาโต 20% เพราะมีเรื่องการเมืองเข้ามาเป็นปัจจัยบวก โดยกลุ่มที่มีเม็ดเงินโฆษณาสูงยังเป็นกลุ่มรถยนต์, ธนาคาร, ประกันชีวิต และสมาร์ทโฟน ส่วนเทรนด์การใช้งานที่ยังได้รับความนิยม คือไมโครอินฟลูเอนเซอร์ แต่ที่จะได้เห็นมากขึ้นคือ การทำการตลาดควบคู่กับการใช้ดาต้า เพราะการตลาดแบบเหวี่ยงแหใช้ไม่ได้แล้ว ต้องลงลึกถึงความต้องการ
“ทุติยา ดิสภานุรัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอฟซีบี แบงคอก จำกัด เสริมว่า แม้การทำการตลาดออนไลน์จะเพิ่มสูงขึ้นแต่สื่อออฟไลน์ยังสำคัญ เพราะแบรนด์ยังต้องสร้างความเชื่อถือให้ตัวแทนจำหน่าย และสื่อทีวีและบิลบอร์ดเข้าถึงวงกว้าง ขณะที่สื่อออนไลน์เป็นการสร้างคอนเน็กชั่น และตั้งเป้าว่ารายได้จะเติบโต 15% จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 100 ล้านบาท
“เราเรียนรู้หลายอย่าง เช่น การใช้เอไอในการทำงานด้านมาร์เก็ตติ้ง ช่วยในการซื้อสื่อได้เรตที่ดีที่สุด ในเมืองนอกใช้ช่วยเขียนก๊อบปี้ไรต์ เพราะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าแบบไหนคนตอบรับมากที่สุด หรือการทำมาร์เก็ตติ้งแคมเปญไม่ใช่แค่คนเห็นวิดีโอเยอะ แต่ต้องมีการเสิร์ช, ทำดาต้า, ทำคอนเทนต์ และโซเชียลลิสนิ่ง ถึงจะครบ”