โบรกฟันธง “หุ้นรับเหมา” ดีดรับเลือกตั้ง
บล.ฟินันเซียฯ ชี้หุ้นรับเหมาแจ่ม ทั้ง “CK-SEAFCO-STEC” รับอานิสงส์เลือกตั้ง โดยเฉพาะช่วง 1-2 เดือนก่อนเข้าคูหากาบัตร ระบุ 4 ครั้งก่อนให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 5% มาตลอด ด้าน “ประกิต” เชื่อโครงการลงทุนเดินหน้าต่อเนื่องไม่สะดุด เหตุรัฐบาลมีอำนาจพิเศษย้ายข้าราชการ “เกียร์ว่าง” ได้
นางจิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ส่งผลต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ในด้านบรรยากาศ (sentiment) ต่อตลาด โดยช่วงก่อนมีการเลือกตั้งกลุ่มรับเหมาก่อสร้างมีแนวโน้มทำผลงานได้ค่อนข้างดี (perform) ดูจากสถิติการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมา พบว่า ก่อนเลือกตั้ง 1-2 เดือน กลุ่มรับเหมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 5% เนื่องจากตลาดมีความคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาบริหารจะมีการกระตุ้นการลงทุนในโครงการต่าง ๆ
“ภาพของความเป็นจริงในปัจจุบัน รัฐบาลปัจจุบันมีการปูทางเตรียมรับการเลือกตั้ง โดยมีการเซ็นสัญญาหรือการประมูลโครงการต่าง ๆ ไปค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งโครงการเหล่านี้จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง ดังนั้น นโยบายการลงทุนของรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่”
ทั้งนี้ บล.ฟินันเซียฯ ได้จัดทำประมาณการผลประกอบการของหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ บมจ.ช.การช่าง (CK) คาดว่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4/61 ได้ที่ 315 ล้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) 11% แต่คาดว่ากำไรจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว (QOQ) 46% จากส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมที่ลดลง ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2561 ทั้งปีอยู่ที่ 2.46 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 36%
โดยในปี 2562 นี้ น่าจะเห็นการเติบโตของเงินลงทุนในบริษัทลูกของ CK ได้แก่ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บมจ.ซีเค พาวเวอร์ (CKP) และ บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW) เข้ามาช่วยให้กำไรเพิ่มขึ้น โดยต้องติดตามผลการประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจาด้วย โดยกำไรสุทธิทั้งปี 2562 น่าจะอยู่ที่ 1.95 พันล้านบาท ลดลง 21% จึงแนะนำซื้อที่ราคาเหมาะสมที่ 33 บาท
ขณะที่ในส่วนของ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) คาดว่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4/61 อยู่ที่ 313 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.29% แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/61 กำไรลดลง 18% จากค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A) ที่ปรับสูงขึ้น และการประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ กำไรสุทธิปี 2561 ของ STEC ทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 1.25 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% ส่วนปี 2562 น่าจะอยู่ที่ 1.58 พันล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26%
“ราคาหุ้นที่ปรับลดลงไปได้สะท้อนความผิดหวังจากการประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงไปแล้ว และปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ซื้อขายบน P/BV (ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชี) ปี 2562 ที่ 2.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลังที่ 4 เท่า ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรและรายได้ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น จึงแนะนำซื้อที่ราคาเหมาะสม 28.50 บาท”
ด้าน บมจ.ซีฟโก้ (SEAFCO) ที่ทำธุรกิจเสาเข็ม น่าจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นธุรกิจต้นน้ำ ซึ่งจะได้รับอานิสงส์จากการเร่งผลักดันงานประมูลรอบใหม่ที่มากขึ้นในปี 2562 โดยบริษัทมีงานในมือ (backlog) ที่ค่อนข้างมาก ซึ่งจะหนุนให้แนวโน้มกำไรในแต่ละไตรมาสโตโดดเด่นจนถึงกลางปี 2562
ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรของ SEAFCO ในไตรมาส 4/61 ไว้ที่ 102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% แต่ลดลง 3% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยทั้งปี 2561 น่าจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 345 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% และปี 2562 กำไรสุทธิทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.19% แนะนำซื้อที่ราคาเหมาะสมที่ 11.60 บาท
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ นักวิเคราะห์อิสระ กล่าวว่า ภาครัฐมีการเร่งการประมูลโครงการต่าง ๆ ออกมาในช่วงนี้ โดยรัฐบาลปัจจุบันยังมีอำนาจพิเศษในการโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งเป็นผลให้ไม่มีสภาวะ “ใส่เกียร์ว่าง” เหมือนที่ผ่านมา จึงสามารถขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนได้ต่อเนื่อง นอกจากนี้ มองว่าที่ผ่านมา กลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อมีการเลือกตั้ง โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ แนะนำ STEC ที่ก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปรับขึ้นไปค่อนข้างสูง จึงแนะนำให้ขายทำกำไร
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
