นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนดำเนินการของบริษัทในปี 2562 ว่า ตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) เติบโต 15% จากปัจจุบันมี AUM ทั้งหมด 2.09 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็นกองทุนรวม (Mutual Fund) 1.41 แสนล้านบาท กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 4.6 หมื่นล้านบาท และกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) 2.3 หมื่นล้านบาท
“ปี 2561 เป็นปีที่อุตสาหกรรมบลจ.โดยรวมเติบโตค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีความกังวล เช่น การปรับขึ้นดอกเบี้ย การเข้าสู่ภาวะถดถอย การดึงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ดึงสภาพคล่องคืน เป็นต้น ขณะที่ในปี 2562 ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าภาพรวมตลาดหุ้นค่อนข้างดี เนื่องจาก Fed ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นดอกเบี้ยลง” นายวนากล่าว
โดย บลจ.ยูโอบี มีมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนในปี 2562 แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า จากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2562 และ 2563 ลงมาอยู่ที่ 3.5% และ 3.6% ตามลำดับ ซึ่งนำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวลง หลังเผชิญกับปัญหาที่ท้าทายการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการชะลอลงของเงินเฟ้อ ผลกระทบจากนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับปัจจัยเสี่ยงในภูมิภาคอื่นๆ จากภาพเศรษฐกิจข้างต้น บลจ.ยูโอบี แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนท่ามกลางภาวะตลาดผันผวน นอกจากนี้ บลจ.ยูโอบี ยังนำเสนอทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสมกับภาวะตลาดแลพสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนด้วยการใช้ความเชี่ยวชาญ การสนับสนุนจากเครือข่ายในภูมิภาค รวมไปถึงการจับมือกับเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายสำหรับนักลงทุน
ด้านการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อให้สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัลที่มีการเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดยั้ง บลจ.ยูโอบี มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาในกระบวนการบริหารการลงทุน เพื่อให้ผู้จัดการกองทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนเชิงวิเคราะห์ได้อย่างเจาะลึกและแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือที่ช่วยในการบริหารการลงทุน นำไปสู่กระบวนการสร้างผลการดำเนินงานของกองทุนที่ดี ซึ่งถือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปี 2562 โดยในปี 2561 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัวแอปพลิเคชั่น “UOBAM INVEST” ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดีจากนักลงทุนในการสมัครใช้บริการ และได้รับรางวัล “Best Wealth Management Platform” จาก Asia Asset Management ที่มองว่าเป็นแอปพลิเคชั่นด้านการลงทุนที่เอื้อประโยชน์ให้แก่นักลงทุน ในปี 2562 นี้ บลจ.ยูโอบี ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยชูบริการการทำธุรกรรมออนไลน์ หรือ “Premier Online” ซึ่งนักลงทุนของบลจ.ยูโอบี จะได้รับความสะดวกมากขึ้นจากขั้นตอนการสมัครใช้บริการและการใช้บริการซื้อขายหน่วยลงทุน นอกจากนี้ บลจ.ยูโอบี ยังเล็งเห็นความสำคัญของการจัดสรรพอร์ตการลงทุนเพื่อตอบโจทย์การลงทุนระยะยาวของนักลงทุนแต่ละคน จึงนำเสนอบริการ “Premier Advice” ซึ่งเป็นบริการช่วยจัดพอร์ตการลงทุนออนไลน์ ผ่านขั้นตอนง่ายๆ เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนยอมรับได้ นอกจากนี้ บลจ.ยูโอบี วางแผนเปิดบริการช่องทางการรับชำระค่าซื้อหน่วยลงทุนผ่านระบบ QR Code ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะสร้างความสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้นในการชำระค่าซื้อหน่วยลงทุน โดยคาดว่าจะเปิดได้ให้บริการในไตรมาส 2/62
ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2562 และปี 2563 บลจ.ยูโอบี มองว่ามีแนวโน้มเผชิญกับภาวะการชะลอตัว โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีการคาดการณ์การขยายตัว 2.5% ในปี 2562 ลดลงจากปี 2561 ที่มีการขยายตัว 2.9% ส่วนการเติบโตของจีดีพีสหรัฐฯ ในไตรมาส 1/62 คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 1.2% จากการชะลอตัวในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนในดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) และรายงานภาคอสังหาริมทรัพย์ (ที่มา : UOB Singapore ณ วันที่ 1 มี.ค.62), เศรษฐกิจยุโรปมีการคาดการณ์ว่าในปี 2562 จะขยายตัวเพียง 1.6% โดย PMI ของยุโรปย่อตัวลงอย่างรวดเร็วและยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่ง PMI ภาคการผลิตของยุโรปในเดือนกุมภาพันธ์ อ่อนตัวลงสู่ระดับ 49.3 จุด จาก 50.3 จุดในเดือนมกราคม บ่งชี้ถึงการหดตัวของอุตสาหกรรม รวมถึงยังมีประเด็นปัญหา Brexit ในยุโรปที่ยังคงยืดเยื้อ และธนาคารกลางยุโรป(ECB) ประกาศลดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินตั้งแต่ช่วงสิ้นปี 2561, เศรษฐกิจจีนยังมีระดับการเติบโต 6.2% ในปี 2562 และ 2563 ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่สูง แต่ประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่กระทบตลาด, เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มการขยายตัวมากกว่าปีก่อน โดยมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโต 1.1% ในปี 2562 เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง และสุดท้ายเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่นั้น คาดว่าจะมีการเติบโตที่ 4.5% ในปี 2562 ซึ่งหดตัวจากปีก่อนเล็กน้อย
ส่วนปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ ผลกระทบจากข้อพิพาททางการค้า รวมทั้งแรงกดดันเรื่องอัตราเงินเฟ้อที่ลดลง ทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ในส่วนของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปและจะชะลอการปรับลดงบดุลของ FED เองหากจำเป็น (ข้อมูลอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ จาก IMF World Economic Outlook, ม.ค. 2562) ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการปรับประมาณการณ์ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงจาก 4.2% มาอยู่ที่ 4% ในปี 2562 ซึ่งยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีท่ามกลางการชะลอตัวเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนซึ่งขยายตัวต่อเนื่องตามรายได้นอกภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้น นอกจากนี้การลงทุนภาคเอกชนมียังมีแนวโน้มขยายตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพและการขยายกำลังการผลิต การย้ายฐานการผลิตมาไทย รวมถึงปัจจัยสนับสนุนจากโครงการ PPP ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยบวก แต่อาจมีการขยายตัวชะลอลง เนื่องจากความล่าช้าในการลงทุนบางโครงการ ด้านการส่งออกสินค้าขยายตัวชะลอลงตามเศรษฐกิจคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่อาจเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น โดยเฉพาะจากแนวโน้มในการเจรจาที่เริ่มมีการต่อรองในเชิงบวก ในส่วนของภาคการบริการขยายตัวลดลงตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนแต่เริ่มมีสัญญาณปรับดีขึ้นเช่นกัน ด้านแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของไทยมีมุมมองที่เปลี่ยนไปจากปลายปี 2561 โดยมีแนวโน้มอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งยังไม่น่ากังวลเพราะสอดคล้องกับประมาณการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปและอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ปี 2562 อยู่ที่ 1.1% และ 0.9% ตามลำดับ
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังคงแกว่งตัวในกรอบแคบเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนหลายปัจจัยจากทั้งในประเทศและทั่วโลก โดยปัจจัยที่นักลงทุนยังต้องจับตามอง ได้แก่ ประเด็นเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ โอกาสในชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในทั้งประเทศไทยและสหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะกระทบบรรยากาศการลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ในทางกลับกันพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและตัวเลขต่างๆ ของบริษัทเอกชนยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยเฉพาะมูลค่าหุ้น (valuation) ของหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นหลักทั่วโลก รวมถึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่อาจกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง หากปัจจัยเสี่ยงต่างๆเริ่มมีความชัดเจนมากขี้นในปีนี้ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีนี้อาจปรับตัวขึ้นได้ดีอย่างต่อเนื่อง
นางสาวรัชดา ตั้งหะรัฐ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทศ) แนะนำการลงทุนในปีนี้ว่า จากภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2562 นี้ บลจ. ยูโอบี คาดว่าความเสี่ยงในการลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้น การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทจึงมีความสำคัญ โดยควรเน้นเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้และหุ้นที่มีคุณภาพสูง หรือเลือกลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อสามารถกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น และมีโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในภาวะตลาดผันผวนได้ ทั้งนี้แนะนำเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในกลยุทธ์ทางเลือก เช่น อสังหาริมทรัพย์ เพื่อโอกาสในการรับอัตราผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว
บลจ. ยูโอบี ได้คัดสรรกองทุน 5 กองทุนเพื่อครอบคลุมโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ดังนี้
1) กองทุนเปิด ไทย ตราสารหนี้ (TFIF) ระดับความเสี่ยงกองทุน 4 ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้และ/หรือเงินฝากทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และ/หรือภาคเอกชน ที่มีความมั่นคงและสภาพคล่องสูงเป็นหลัก
2) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ (UGIS) ระดับความเสี่ยงกองทุน 5 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่แสวงหาโอกาสรับรายได้แบบสม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงจากปัจจัยดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลง โดยกองทุนจะเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ PIMCO GIS Income Fund (Class I) (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และเน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพ มีนโยบายกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ที่หลากหลาย ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าหน่วยลงทุนในต่างประเทศ
3) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด เฟล็กซิเบิ้ล อินคัม ฟันด์ (UFIN) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินทั้งในและต่างประเทศ กองทุนจะนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 79% ของมูลค่า NAV ของกองทุน กองทุน UFIN กระจายการลงทุนในสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
4) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินโนเวชั่น ฟันด์ (UNI) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 กองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนต่างประเทศที่ออกโดยบริษัททั่วโลก รวมถึงประเทศในตลาดเกิดใหม่ โดยเป็นตราสารทุนของบริษัทที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและหรือเทคโนโลยีใหม่ โดยบริษัทจัดการจะมอบหมายให้ UOB Asset Management (Singapore) Limited เป็นผู้รับดำเนินการลงทุนในต่างประเทศของกองทุน (outsource) และ UOB Asset Management (Singapore) Limited อาจมอบหมายให้ Wellington Management Company เป็นผู้รับดำเนินการช่วงการลงทุนต่อในบางส่วนหรือทั้งหมด ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
5) กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ออล ไชน่า อิควิตี้ ฟันด์ (UCHINA) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ UBS (LUX) Equity SICAV- All China USD (Class I-A1-acc) (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว มีจุดเด่นคือกองทุนหลักลงทุนในหุ้นบริษัทจีนทั้งในตลาด Onshore และ Offshore เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนสามารถเลือกหุ้นได้อย่างเหมาะสม ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน