เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
Politics ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปี เดือนละ 60 ล้าน
Politics ‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปี เดือนละ 60 ล้าน
ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
Finance ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
Biz Movement CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
Finance GCAP GOLD ประเมินทองอยู่ช่วงพักฐานลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ จับตาแนวรับ 68,000–67,300 บาท
ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
Politics ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ “บิ๊กพาณิชย์“ มุ่งเคลื่อนนโยบาย มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน
สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
Politics สุรศักดิ์ จ่อชง ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ เข้า ครม. 22 ก.ย. วงเงิน 4 พันล้าน
หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
Economic หอการค้าเปิดเวที “Unlocking New Growth” ปลดล็อกธุรกิจไทย
EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
Finance EVEANDBOY จ่อเข้า SET ยื่น IPO 170 ล้านหุ้น ระดมทุนเร่งขยายสาขา แตะ 68 แห่งในปี 2570
ดูทั้งหมด

Q1 กองทุนรวมไทยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 5.2 ล้านลบ.โต 3.5%

11 เม.ย. 2562 | 15:53น.

ภาพรวมการลงทุนในไตรมาสแรกนั้นเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นจากการฟื้นตัวของตลาด โดยในต่างประเทศมีปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่มีอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งท่าทีการชะลอตัวของการขึ้นดอกเบี้ยโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ ในปีนี้ ทำให้คลายแรงกดดันที่มีต่อตลาดหุ้นลงไปได้บ้าง อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามการเติบโตเศรษฐกิจโลกที่ล่าสุดมีการปรับลดคาดการณ์โดย IMF ลงอีกครั้งเหลือ 3.3% จาก 3.5% สำหรับตลาดหุ้นไทยก็มีการปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดย SET Index ปิดที่ 1,638.65 จุด ณ สิ้นไตรมาส 1 หรือเพิ่มขึ้น +4.8%, และ SET TR +5.8% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2018

โดยอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิปิดที่ 5.2 ล้านล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 3.5% โดยมีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 3.9 หมื่นล้านบาท เป็นเงินไหลเข้าสุทธิในประเภทกองทุนรวมตราสารหนี้ 7.1 หมื่นล้านบาท และไหลออกจากกองทุนรวมหุ้น -1.4 หมื่นล้านบาท

อุตสาหกรรมกองทุนรวมในประเทศไทย

หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลงมาตลอดทั้งปี 2018 ดัชนี SET Index เริ่มมีการฟื้นตัวใน 3 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับทิศทางการลงทุนต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม SET Index กลับมาเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างทรงตัวในเดือนมีนาคม โดยอาจเกิดจากปัจจัยในประเทศด้านสถานการณ์การเลือกตั้งที่นักลงทุนอาจรอความชัดเจนของทิศทางการจัดตั้งรัฐบาล

ในส่วนของแต่ละประเภทสินทรัพย์นั้น กองทุนตราสารหนี้มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิเกือบ 2.0 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% จากปีที่แล้ว ทำให้ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 47.5% ตามมาด้วยกองทุนประเภทตราสารทุนมีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 5.1% มาอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 28.2% ของมูลค่าตลาด ตามด้วยกลุ่มตราสารตลาดเงินที่มูลค่า 5.7 แสนล้านบาท ลดลง -3.4%

ปริมาณเงินไหลเข้า-ออกของกองทุน

ในไตรมาสแรกนี้ มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 3.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งนักลงทุนให้ความสนใจกับกองทุนตราสารหนี้ค่อนข้างมากโดยเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้แบบกำหนดระยะเวลา (Term fund) ซึ่งกองทุนรวมตราสารหนี้ทั้งหมดมีเงินไหลเข้าสุทธิ 7.1 หมื่นล้านบาท โดยไหลเข้าสุทธิสูงสุดที่ 1.1 แสนล้านบาท ไปในกลุ่มกองทุน Foreign Investment Bond Fix Term ในขณะที่เป็นเงินไหลออกสุทธิจากตราสารทุน -1.4 หมื่นล้านบาท และถือว่าลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ในปีที่แล้วที่มีเงินไหลเข้าสูงกว่า 8 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้หากแบ่งตามกลุ่ม Morningstar Category จะมีเงินไหลเข้าสุทธิเพียง 11 กลุ่ม และเงินไหลออกสุทธิในอีก 28 กลุ่ม

 

กองทุนเปิดใหม่

กองทุนรวมเปิดใหม่ 30 กอง (ไม่รวม Term Fund) รวมเงินไหลเข้ากองทุนใหม่ทั้งหมด 1.9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นกองทุนหุ้น 15 กอง กองทุนผสม 11 กอง  กองทุนตราสารหนี้ 3 กอง และกองทุนตราสารตลาดเงิน 1 กอง

โดยกลุ่มกองทุนผสม แบบ Aggressive Allocation เป็นกลุ่มที่มีการเปิดกองทุนใหม่มากที่สุดจำนวน 10 กอง รวมมูลค่าเงินไหลเข้าสุทธิ 1.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินไหลเข้าสุทธิ 2 กองทุนเป็นหลัก รวม 8.9 พันล้านบาท ส่วนกองทุนเปิดใหม่ประเภทตราสารทุนมีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 8.3 พันล้านบาท โดยกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดได้แก่ กลุ่ม Property Indirect – Global ซึ่งมีกองทุนเปิดใหม่เพียง 1 กองคือ TMB EASTSPRING Asia Pacific Property มีเงินไหลเข้าที่ 4.9 พันล้านบาท

หากดูการเติบโตของกลุ่มกองทุนตาม Morningstar category 10 กลุ่มแรก พบว่าอันดับมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย โดยกองทุนกลุ่ม Short Term Bond ยังคงเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงสุดที่ 9.2 แสนล้านบาท ลดลง -3.5% จากสิ้นปี 2018 กลุ่มกองทุนที่มีการเติบโตที่โดดเด่นได้แก่กลุ่ม Foreign Investment Bond Fix Term และ Aggressive Allocation มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 20.5% และ 18.7% ตามลำดับ ซึ่งเกิดจากปริมาณเงินไหลเข้าสุทธิที่สูง ทำให้กลุ่ม Foreign Investment Bond Fix Term ขยับขึ้นมาเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าทรัพย์สินสูงเป็นอันดับ 3 แทนกลุ่ม Money Market  สำหรับกองทุนหุ้นไทย ในกลุ่ม Equity Large-Cap และ Equity Small/Mid-Cap แม้ว่าทั้ง 2 กลุ่มจะมีเงินไหลออกสุทธิ แต่มูลค่าทรัพย์สินเติบโต 3.8% และ 3.3% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนการปรับตัวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในช่วงต้นปี

ทางด้านปริมาณเงินไหลเข้า/ออกสูงสุดนั้นกลุ่ม Foreign Investment Bond Fix Term มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด 1.1 แสนล้านบาท ตามมาด้วยกลุ่มกองทุนผสม Aggressive Allocation 2.1 หมื่นล้านบาท และหากดูในภาพรวมจะพบว่ากองทุนตราสารหนี้ที่มีเงินไหลเข้าสุทธินั้นล้วนแต่เป็นกองทุนตราสารหนี้ประเภท Term fund และกองทุนประเภทตราสารทุนส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นต่างประเทศเช่น Japan Equity, Global Equity และ ASEAN Equity

สำหรับเงินไหลออกนั้น กลุ่ม Short Term Bond เป็นกลุ่มที่มีเงินไหลออกสุทธิสูงสุด -3.7 หมื่นล้านบาท ทำให้มีเงินไหลออกสุทธิ 4 ไตรมาสหรือ 11 เดือนติดต่อกัน รวมเป็นเงินไหลออกสุทธิทั้งสิ้น -1.9 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่านักลงทุนยังคงหลีกเลี่ยงการลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่ม Equity Large-Cap เป็นกลุ่มที่มีเงินไหลออกสุทธิสูงสุดในประเภทกองทุนตราสารทุนที่ -3.2 พันล้านบาท ซึ่งเกิดจากเงินค่าขายกองทุน LTF เป็นหลัก

กองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund)

กองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 5.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% โดยกองทุนผสมกลุ่ม Global Allocation มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิสูงสุด 1.2 แสนล้านบาท ลดลง -4.2% กองทุนตราสารหนี้กลุ่ม Global Bond ยังคงมีมูลค่าทรัพย์สินสูงเป็นอันดับ 2 ที่ 7.7 หมื่นล้านบาท ลดลง -4.6%  สำหรับกลุ่มตราสารทุนต่างประเทศยังคงมีมูลค่าทรัพย์สินเติบโตต่อเนื่อง โดยมี Property – Indirect Global เพิ่มขึ้น 5.7%, Global Equity เพิ่มขึ้น 13.5%, และ China Equity เพิ่มขึ้น 10.3%

ในไตรมาสที่ผ่านมากองทุนต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund) มีเงินไหลออกสุทธิรวม -3.4 หมื่นล้านบาท โดยมีกลุ่มกองทุนต่างประเทศเพียง 3 กลุ่ม ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิซึ่งได้แก่ Japan Equity, Global Equity, และ ASEAN Equity รวม 1.2 พันล้านบาท ทางด้านเงินไหลออกสุทธิยังคงมีกลุ่ม Global Allocation -1.4 หมื่นล้านบาท Global Bond -6.2 พันล้านบาท ที่ติดอันดับเงินไหลออกสูงสุด อย่างไรก็ตามกลุ่ม China Equity และ Property – Indirect Global ที่เคยเป็นกลุ่มที่มีเงินไหลเข้าสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรกเมื่อปี 2018 เริ่มมีกระแสเงินไหลออกจากกองทุน ซึ่งอาจเกิดจากนักลงทุนขายทำกำไร โดยกลุ่ม China Equity และ Property – Indirect Global ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 เดือนล่าสุดเท่ากับ 18.3% และ 11.6% ตามลำดับ โดยผลตอบแทนกองทุนหุ้นจีนที่สูงนั้นมาจากปัจจัยบวกเช่น การหันหน้าเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมทั้ง MSCI ได้มีการเพิ่มน้ำหนักหุ้น A-Share ของจีนเข้าดัชนีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และมีแผนจะเพิ่มน้ำหนักเข้าดัชนีอีกในปีนี้ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นจีนมากขึ้น โดยเห็นได้จากดัชนีที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% นับจากต้นปีที่ผ่านมา

5 อันดับกองทุนรวมต่างประเทศ (ไม่รวม Term Fund) ที่มีเงินไหลเข้า-ออกมากที่สุดไตรมาสที่ 1/2019

ปัจจุบัน กองทุน FIF ที่ลงทุนในแบบ Feeder fund มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 4.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 1% จากสิ้นปี 2018 และมีเพียงกลุ่มตราสารทุนเท่านั้นที่มีมูลค่าทรัพย์สินปรับตัวเพิ่มขึ้นที่ 6.4% ทำให้มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ 59% ของมูลค่ากองทุนที่ลงทุนผ่าน Master feeder scheme หรือราว 2.5 แสนล้านบาท ส่วนกลุ่มตราสารหนี้มีมูลค่าทรัพย์สินลดลง -5.2% ไปที่ 7.8 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้หากดูส่วนแบ่งตลาดตาม บลจ. นั้นจะพบว่าแม้ บลจ. PIMCO จะมีมูลค่าทรัพย์สินลดลงต่อในไตรมาสนี้ -4.8% แต่ยังรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดไว้ได้ ในขณะที่ BlackRock ซึ่งเป็นผู้นำตลาดประเภทกองทุนตราสารทุนมีมูลค่าทรัพย์สินเติบโต 1.6% และในไตรมาสนี้มีการเปลี่ยนแปลง บลจ. อันดับ 5 คือ บลจ. UOB มีมูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้นราว 8.7% จากไตรมาสที่แล้ว ทำให้สามารถขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 5 แทน Deutsche ได้ในไตรมาสนี้ รวม 5 บลจ. มีส่วนแบ่งตลาดเกือบครึ่งของมูลค่าทรัพย์สิน ของ Feeder Fund ทั้งหมด

ผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ

ผลตอบแทนเฉลี่ยกองทุนรวมไทยในไตรมาสที่ผ่านมานั้นแสดงให้เห็นภาพการฟื้นตัวของตลาด ซึ่งต่างจากไตรมาสที่ 4 ปี 2018 ที่กลุ่มกองทุนส่วนใหญ่จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ โดยเกือบทุกกลุ่มให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกยกเว้นกลุ่มกองทุนทองคำ  -0.6% ส่วนกลุ่มที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดคือกลุ่มกองทุนน้ำมัน ที่ให้ผลตอบแทน 24.0% ตรงข้ามกับไตรมาสที่แล้วที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบสูงสุดที่ -37.0% สะท้อนความผันผวนของราคาน้ำมันในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มกองทุนที่มีอันดับผลตอบแทนเฉลี่ยรองลงมาได้แก่กลุ่ม China Equity 18.3%, Global Technology 16.9%, Europe Equity 12.6%, US Equity 12.3% เป็นไปตามการฟื้นตัวของตลาดหุ้นโดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ และจีนจากหลายปัจจัยเช่น การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนเรื่องการใช้ภาษีกับสินค้าของทั้ง 2 ประเทศ หรือการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed

หากดูผลตอบแทนเฉลี่ยสะสม 1 ปี กลุ่มกองทุน Property Indirect ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 17.1% ตามมาด้วยกลุ่มที่ลงทุนในต่างประเทศเช่น Property – Indirect Global 11.2%, Global Infrastructure 9.2%, Global Health Care 9.1%, US Equity 5.7% ในทางตรงกันข้ามกองทุนกลุ่มที่ลงทุนในหุ้นภูมิภาคเอเชียให้กลับผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบสูงสุด เช่น ASEAN Equity -13.3%, Equity Small/Mid-Cap -10.2%, Asia Pacific ex-Japan equity -9.3%, Emerging Market Equity -9.2%

สำหรับกองทุนหุ้นไทยกลุ่ม Equity Large-Cap แม้จะมีผลตอบแทนเฉลี่ย 3 เดือนที่ 4.4% (SET TR 5.8%) แต่ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1 ปี ติดลบที่ -7.4% (SET TR -4.8%)

กองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF และRMF)

กองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF, RMF) มีมูลค่าทรัพย์สินรวมเกือบ 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากสิ้นปีที่แล้ว โดยกองทุนหุ้นใหญ่กลุ่ม Equity Large-Cap (ไม่รวม LTF – RMF) มีมูลค่าทรัพย์สิน 2.6 แสนล้านบาท เติบโต 5.8% และกองทุนกลุ่ม Equity Small/Mid-Cap 4.1 หมื่นล้านบาทเติบโต 1.9%

ด้านทิศทางเงินไหลเข้า-ออกสุทธิ กลุ่ม Equity Large-Cap มีเงินไหลเข้าสุทธิ 2.5 พันล้านบาท ต่างกับปีที่แล้วที่มีเงินไหลเข้าสูงจากสภาวะตลาดขาขึ้นในไตรมาสแรก แต่หากดูที่กลุ่ม Equity Small/Mid-Cap จะพบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนักจากปีที่ผ่านมา โดยมีเงินไหลออกสุทธิ -1.1 พันล้านบาท

ผลตอบแทนกองทุนหุ้นไทยกลุ่ม Equity Large-Cap ให้ผลตอบแทนสูงสุด 9.4% และ ต่ำสุดที่ 0.7% (เฉลี่ย 4.4%) คล้ายกับกลุ่ม Equity Small/Mid-Cap (เฉลี่ย 4.8%) ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 10.0% และต่ำสุด 0.5% หากดูในอดีตพบว่าผลตอบแทนกลุ่มหุ้นขนาดกลาง-เล็กจะมีค่าผลตอบแทนสูงสุดที่สูงกว่ากลุ่มหุ้นใหญ่ อย่างไรก็ตามกลุ่มหุ้นกลาง-เล็ก มี Range หรือความต่างระหว่างผลตอบแทนต่ำสุด-สูงสุด และ Standard deviation ที่มากกว่ากลุ่ม Equity Large-Cap ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สะท้อนความเสี่ยงและความผันผวนของการลงทุนที่มากกว่า

กองทุนกลุ่ม LTF และ RMF

ปัจจุบันกองทุน LTF มีจำนวน 92 กอง รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 3.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปี 2018 และ กองทุนกลุ่ม RMF มีจำนวน 212 กอง รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวม 2.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.9% แบ่งออกเป็น RMF – Equity 1.3 แสนล้านบาท หรือ 48.6% ของมูลค่ากองทุน RMF ทั้งหมด ตามมาด้วย RMF – Fixed Income มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 7.8 หมื่นล้านบาท หรือ 28.6% ของมูลค่ากองทุน RMF ทั้งหมด

ด้านเงินไหลเข้า-ออกกองทุน LTF ในไตรมาสแรกนั้นมีเงินไหลออกสุทธิ -6.4 พันล้านบาท น้อยกว่าไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วที่ -1.4 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาสแรกนี้มีกองทุน LTF เปิดใหม่ 1 กอง จาก บลจ. บัวหลวง ส่วนกองทุน RMF นั้นมีเงินไหลเข้าสุทธิ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งหลัก ๆ มาจาก RMF – Equity 925 ล้านบาท และ RMF – Fixed Income 511 ล้านบาท และมีการเปิดกองทุน RMF-Allocation 1 กองทุนจาก บลจ. กรุงศรี ทำให้ในปัจจุบันมีจำนวนกองทุน RMF ทั้งหมด 212 กอง

 

ผลตอบแทนกองทุนประหยัดภาษีส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา นำโดยกองทุน RMF – Equity ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเกือบ 8% จากที่ติดลบในไตรมาสที่แล้ว ตามมาด้วยกองทุน LTF มีผลตอบแทนเฉลี่ย 4.4% โดยสาเหตุที่กองทุน RMF – Equity ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า LTF นั้นเกิดจากของผลตอบแทนกองทุนหุ้นต่างประเทศที่เป็นกองทุน RMF ที่ค่อนข้างสูง เช่น China Equity 16.8%, Global Technology 16.8%, Global

Equity 12.8% ทำให้ผลตอบแทนกองทุน RMF – Equity มีผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงกว่ากองทุน LTF ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

 

ส่วนแบ่งตลาดกองทุน LTF ยังคงมี บลจ. บัวหลวงเป็นผู้นำตลาดด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 1.1 แสนล้านบาทหรือ 28% ของมูลค่าตลาด บลจ. กสิกรไทย มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 8.2 หมื่นล้านบาท หรือ 21% ของมูลค่าตลาด และตามมาด้วย บลจ. กรุงศรี บลจ. ไทยพาณิชย์ และบลจ. ยูโอบี ที่ 16% 11% และ 7% ตามลำดับ รวมส่วนแบ่งตลาดของ 5 อันดับแรก 83%

ตลาดกองทุน RMF ก็มีผู้นำตลาดที่คล้ายกันกับกองทุน LTF เช่น บลจ. บัวหลวง 28%, บลจ. กสิกรไทย 21%, บลจ. กรุงศรี 12%, บลจ. ไทยพาณิชย์ 12% แต่ต่างกันที่อันดับ 5 คือ บลจ.ทหารไทย 6% รวม 5 บลจ. แรกมีส่วนแบ่งตลาดกองทุน RMF 81%

ปัจจุบันกองทุนธรรมาภิบาล (Corporate Governance) หรือการลงทุนแบบยั่งยืน (ESG) เริ่มมีมูลค่าทรัพย์สินที่สูงขึ้น โดยมีจำนวนทั้งหมด 17 กองทุน รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากปี 2018 มีค่าเฉลี่ยผลตอบแทน 3 เดือนอยู่ที่ 5.4% และในจำนวน 17 กองทุนนี้มีถึง 10 กองทุนที่ได้ Morningstar Sustainability Rating อยู่ในระดับสูงหรือ 5 ลูกโลก ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยที่มีการให้ความสำคัญกับการลงทุนแบบยั่งยืน สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนกองทุน ESG ในต่างประเทศที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กองทุน