ความหมายของต้นไม้ประดับมณฑลพิธีและสิ่งของในการสมโภชพระมหามณเฑียร
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีการนำต้นไม้หลายชนิดมาประดับมณฑลพิธี และมีสิ่งของที่เชิญเข้าไปในการสมโภชพระมหามณเฑียร ซึ่งต้นไม้และสิ่งของแต่ละชนิดล้วนแต่มีความหมายอันเป็นสิริมงคล ดังนี้
1.หญ้าคา
หญ้าคาถือเป็นพืชที่ศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง มีตำนานมาจากศาสนาพราหมณ์ยุคพระเวท ด้วยเป็นหญ้าที่ได้รับน้ำอมฤตที่ได้จากการกวนเกษียรสมุทรระหว่างเทวดากับอสูร พราหมณ์จะใช้หญ้าคาเป็นเครื่องบูชาเทพเจ้า เพื่อสะเดาะเคราะห์ และว่าถ้าบริเวณใดปะพรมน้ำมนต์ด้วยกำหญ้าคา 3 กำ (เรียกว่าไตรบัตร) จะทำให้บริเวณหรือสถานที่นั้นบริสุทธิ์ หรือถ้าเป็นคนก็จะปราศจากทุกข์ภัยและมลทินต่าง ๆ ดังนั้น จึงมีประเพณีของพวกพราหมณ์ว่า เมื่อจะสาธยายมนต์หรือร่ายพระเวทก็จะนั่งบนหญ้าคา และถูมือไปมาก็จะทำให้บริสุทธิ์
ส่วนทางพระพุทธศาสนา ถือว่าหญ้าคาเป็นพืชที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ด้วยเคยใช้เป็นเครื่องปูลาดต่างอาสนะของพระพุทธเจ้ามาก่อน
ดังนั้นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงมีการใช้หญ้าคาปูลาดลงบนพระที่นั่งภัทรบิฐใต้หนังราชสีห์หรือแผ่นทองคำเขียนรูปราชสีห์ ซึ่งองค์พระมหากษัตริย์จะประทับหลังจากสรงน้ำมุรธาภิเษกที่พระมณฑปพระกระยาสนานแล้ว เพื่อทรงรับพระสุพรรณบัฏ เครื่องราชกุกธภัณฑ์และพระแสงอัษฎาวุธ อันเป็นเครื่องราชอิสสริยยศจากพราหมณ์ ว่าทรงรับเป็นพระราชาธิบดี
นอกจากนี้พบว่ายังใช้หญ้าคามาถักเป็นพระสังวาลย์พราหมณ์ อันเป็นเครื่องราชูปโภคเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ว่าทรงอยู่ในเพศที่บริสุทธิ์แล้ว กับทั้งมีการนำหญ้าคามาถักปนกับด้ายเป็นสายสิญจน์ โยงไปรอบพระมหามณเฑียร ในระหว่างการประกอบพระราชพิธีด้วย
การเก็บหญ้าคามาเพื่อใช้ในพิธีกรรมนั้นมิใช่จะเก็บได้ทุกเวลา แต่มีระยะเวลาเพียงวันเดียว คือวันแรม 15 ค่ำเดือน 9 จึงจะเป็นหญ้าที่บริสุทธิ์ใช้ได้ตลอดทั้งปี และเวลาเก็บจะต้องร่ายเวทมนตร์ด้วย และถ้าผู้ใดได้พลีกรรมฉลองหญ้าคาในวันขึ้น 9 ค่ำ เดือนภัทรบท คือราวเดือนตุลาคมจะได้กุศลยิ่ง เพราะจะช่วยให้สกุลวงศ์ของตนเจริญรุ่งเรือง แพร่ขยายประดุจหญ้าคา พิธีนี้เรียกว่า ทรภอัษฎมี
2.ต้นกล้วย
ในการเตรียมสถานที่เพื่อประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ ของคนไทยทั่วไปทุกภาคจะมีการตกแต่งด้วยต้นไม้ 2 ชนิด คือต้นกล้วยและต้นอ้อย โดยเฉพาะต้นกล้วยนั้นจะใช้ต้นกล้วยที่คัดมามีทั้งต้น ใบ และเครือ ทั้งนี้อาจจะด้วยรับความเชื่อถือมาจากพราหมณ์ เพราะในอินเดียถือว่าต้นกล้วยที่มีเครือติดอยู่หมารยความถึงความอุดมสมบูรณ์ ต้นกล้วยจัดว่าเป็นต้นไม้เก่าแก่ที่เกิดมาพร้อมกับการสร้างโลก ดังนั้นสตรีชาวอินเดียจึงมีประเพณีการบูชาต้นกล้วย ด้วยเชื่อว่าจะทำให้สามีมีชีวิตยืนยาว คือมีอายุยืน
ในพิธีมงคลของไทยนอกจากจะใช้ต้นกล้วยประดับหน้าบ้านแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของกล้วยก็นำมาใช้ในพิธีด้วย เช่น ตองกล้วยน้ำมาทำบายศรี หรือกระทงใส่อาหาร ผลกล้วยก็นำมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้เข้าเครื่องบายศรีอีกด้วย
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีการนำต้นกล้วยมาประดับตามสถานที่ต่าง ๆ ก็คงจะด้วยให้มีความหมายว่า เพื่อให้มีความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งก็คือมีความอุดมสมบูรณ์เป็นพื้นฐานนั่นเอง
3.ต้นอ้อย
การนำอ้อยมาใช้ประดับสถานที่ที่จะประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ นั้น มีท่านผู้รู้ได้ศึกษาค้นคว้าไว้จากคัมภีร์เก่า ๆ พบหลักฐานที่กล่าวถึงอ้อย จึงมีการตีความกันถึงเหตุผลที่ว่าทำไมจึงถือว่าอ้อยเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง แต่หลักฐานต่าง ๆ บางครั้งก็ขัดแย้งกันในประเด็นปลีกย่อย เช่น บางท่านว่า เนื่องจากอ้อยเป็นต้นไม้ของเมืองมนุษย์ไม่มีในสวรรค์ จึงถือว่าเป็นของแปลกและหายาก ดังนั้น เมื่อจะทำพิธีบูชาเทพเจ้าก็จะนำอ้อยมาเป็นเครื่องประกอบหรือเครื่องสังเวยด้วย
บางตำรา อย่างเช่นในคัมภีร์ปุราณะ กล่าวว่า เนื่องจากต้นอ้อยเป็นเครื่องประดับแดนสวรรค์ชั่วคราวในเมืองมนุษย์ที่พระฤๅษีวิศวามิตร เนรมิตรสร้างให้เป็นอาหารทิพย์อย่างหนึ่งแก่ท้าวตรีศังกุ ครั้นเมื่อท้าวศรีศังกุได้ขึ้นไปสถิตบนโลกสวรรค์แล้ว สวรรค์ชั่วคราวในเมืองมนุษย์ก็เลิกไป เครื่องประดับต่าง ๆ ก็สูญหายไป แต่มีเหลือค้างอยู่อย่างหนึ่งคือต้นอ้อย จึงถือว่าต้นอ้อยเป็นต้นไม้สวรรค์ที่ประดับวิมานของเทพเจ้า ดังนั้นในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก องค์พระมหากษัตริย์ถือว่าทรงเป็นสมมุติเทพ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการจำลองว่าพระมหามณเฑียรนั้นคือบริเวณสวรรค์นั่นเอง และต่อมาเมื่อคติจีนที่ถือว่าอ้อยซึ่งมีรสหวานเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความสดชื่นได้แพร่เข้ามา จึงได้มีการนำอ้อยมาใช้ในพิธีแต่งงานอีกด้วย โดยจะใช้อ้อยแดงเป็นสำคัญ
4.ดอกหมากหรือจั่นหมาก
การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อถึงพิธีสมโภชพระมหามณเฑียรซึ่งถือเป็นการขึ้นบ้านใหม่ขององค์พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่นั้น เครื่องมงคลอย่างหนึ่งที่เชิญเข้าประกอบพิธีในห้องพระบรรทม คือดอกหมาก หรือจั่นหมาก
จากการที่คนไทยเป็นชาติหนึ่งที่มีประเพณีการกินหมากกันมาแต่โบราณกาลเช่นเดียวกับชาวอินเดีย ชาวมอญ ชาวพม่า ชาวมลายู และญวน เป็นต้น ซึ่งไม่อาจกำหนดระยะเริ่้มต้นของการเกิดประเพณีนี้ได้ ด้วยเหตุดังกล่าว เชี่ยนหมาก จึงถือเป็นของสำคัญยิ่งในชีวิตประจำวัน นอกจากจะเครื่องประจำตัวแล้วยังเป็นของรับแขกที่ทุกคนพอใจ เชี่ยนหมากจตึงมีอยู่ทุกบ้านเรือนตั้งแต่ชาวบ้านสามัญชนทั่วไป จนถึงขุนนาง เจ้านาย และองค์พระมหากษัตริย์ และเชี่ยนหมากหรือพานหมาก หรือพานพระศรีจึงใช้เป็นเครื่องยศอย่างหนึ่งอีกด้วย
สำหรับคติความเชื่อในการใช้ดอกหมาก หรือจั่นหมากมาเป็นเครื่องมงคลเข้าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกประการหนึ่งคือ ดอกหมากหรือจั่นหมากน่าจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เพราะดอกหมากหรือจั่นหมากน่าจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เพราะดอกหมากหรือจั่นหมากมีลักษณะเป็นพวง เมื่อออกผลจะออกเป็นจำนวนมาก เรียกว่าเป็นทะลาย ดังนั้น จึงมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรืองมีทรัพย์ศฤงคารพอกพูน จัดเป็นเครื่องมงคลยิ่งอย่างหนึ่ง
5.ดอกมะพร้าวหรือจั่นมะพร้าว
เครื่องมงคลอีกอย่างหนึ่งที่นำมาประดับตามบริเวณมณฑลและสถานที่ต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือ ดอกมะพร้าว หรือจั่นมะพร้าว น่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า มะพร้าวเป็นพืชที่อยู่ในโลกมนุษย์ ไม่มีในโลกสวรรค์ ดังนั้น เมื่อจะทำพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเซ่นสังเวยเทพเจ้าแล้วก็จะนำมะพร้าวส่งขึ้นไปด้วย เป็นของแปลกของหายากประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งคือ ดอกมะพร้าวหรือจั่นมะพร้าว เป็นที่เกิดของผล อันเป็นความเจริญของสรรพสิ่งทั่วไป แต่ดอกมะพร้าว หรือจั่นมะพร้าวนั้นในช่อหนึ่ง ๆ มีหลายดอกจัดเป็นพวงเมื่อมีผลก็มีมากมาย ซึ่งเรียกว่า ทะลาย เช่นเดียวกับดอกหมาก หรือจั่นหมาก จึงมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ มีทรัพย์สมบัติมากมายอันเป็นสัญลักษณ์ของความมีมงคล
6.กุญแจทอง
การนำกุญแจทองเข้าในพิธีสมโภชพระมหามณเฑียรนั้นไม่มีคติลึกซึ้งที่ต้องตีความกันแต่ประการใด เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่บ้านจะต้องมีกุญแจเป็นเครื่องใช้ในการปิดเปิดประตูบ้านนั่นเอง การที่พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายในทูลเกล้าฯ ถวายกุญแจแก่เจ้าของบ้านหรือพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ก็เท่ากับเป็นการมอบกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบ้านที่ตนคอยดูแลรักษาอยู่นั้น ถวายคืนให้แก่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่
7.เมล็ดพันธุ์พืช
เมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ เช่น ข้าวเปลือก ถั่ว งา ซึ่งมีข้าทูลละอองธุลีะระบาทฝ่ายในเชิญพานข้าวเปลือก พานถั่ว พานงา เข้าในพิธีสมโภชพระมหามณเฑียร ในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นั้น น่าจะเป็นคติดั้งเดิมที่นำมาประกอบในพระกอบในพระราชพิธี คืออาจจะเป็นคตินิยมของคนในชาติที่ทำการเกษตรกรรมอย่างไทยเราที่ถือว่า เมล็ดพันธุ์พืชประเภทข้าวเปลือก ถั่ว งา เป็นของสำคัญในการเพาะปลูก ประกอบอาชีพทำมาหากิน จัดเป็นการให้ธัญญาหารนำไปใช้ในการเลี้ยงชีวิตต่อไป เพราะในชีวิตจริง ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมนำข้าวเปลือก เมล็ดถั่ว ไปให้เพื่อนบ้านที่แยกครัวเรือนออกไปเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจที่เอื้ออาทรต่อกัน แต่ในการพระราชพิธีจึงนำมาเป็นของสมโภชเพียงเล็กน้อย ถ้าจะตีความหมายก็น่าจะหมายถึงให้มีความอุดมสมบูรณ์ รุ่งเรืองในเร็ววันดุจปลูกข้าว ปลูกถั่ว ปลูกงา ที่เป็นพืชขึ้นง่าย เจริญเร็ว
8.พระแส้หางช้างเผือกผู้
แส้เป็นเครื่องใช้สำหรับปัดฝุ่นละอองบนที่นอนหรือตามเบาะนั่งและที่อื่น ๆ ในพระราชพิธีสมโภชพระมหามณเฑียร ก็มีผู้เชิญเข้าในพระราชพิธีที่ห้องพระบรรทมด้วย ซึ่งก็หมายถึงการใช้แส้สำหรับไว้ใช้ แต่สำหรับพระมหากษัตริย์ต้องใช้สิ่งที่เป็นมงคล มีความหมายในการเพื่อให้สมพระบารมี เป็นการถวายพระเกียรติ แส้จึงทำด้วยหางช้างเผือกเพศผู้ เพราะช้างเผือกคนไทยเราถือว่าเป็นสัตว์ประเสริฐที่ควรคู่เฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการเท่านั้น ดังนั้น เมื่อช้างเผือกเชือกใดล้มก็จะนำหางมาตกแต่งทำเป็นพระแส้ และงาก็นำมาตั้งประดับ พระแส้นั้นทำขึ้เป็นเครื่องประดับพระเกียรติยศมิได้นำมาใช้อย่างจริงจัง
9.แมวหรือวิฬาร์
ตามคติโบราณของไทยที่นิยมปฏิบัติกันเมื่อเวลาผู้ใดปลูกบ้านใหม่เสร็จ และเมื่อจะย้ายเข้าไปอยู่นั้น จะต้องมีคนอุ้มแมวนำเข้าไป แล้วให้เจ้าของบ้านตามขึ้นไป เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็มีผู้ให้ข้อคิดต่าง ๆ ไป บางคนก็ว่าเนื่องจากเป็นการขึ้นบ้านใหม่ จึงต้องมีแมวไว้คอยจับหนู และบ้างก็ว่าจากความเชื่อของจีนโบราณกล่าวว่าแมวเป็นสัตว์ที่สามารถขับไล่ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้าย เพราะแมวสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดในที่มืดหรือเวลากลางคืน และเป็นสัตว์ที่ให้โชคลาภด้วย ดังที่คนไทยเราเคยเชื่อว่าแมวหมามาสู่จะมีลาภนั่นเอง และแมวที่อุ้มขึ้นไปก็มีหลายอย่าง บ้างว่าเป็นสีขาว บ้างว่าสีเทา (สีสวาด) บ้างก็ว่าเป็นชนิดลาย เพราะคล้ายเสือจะได้มีอำนาจเป็นที่เกรงกลัว แต่ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร ท่านเสฐียรโกศศว่าเคยเห็นเป็นแมวสีดำ แต่แมวที่เข้าพระราชพิธีนี้ต้องเป็นแมวคราว และต้องนำมาทาแป้งแต่งตัวลูบไล้ด้วยน้ำหอมให้ทั่ว เมื่อได้ฤกษ์ก็จะอุ้มแมววางลงบนที่ฟูกนอน แล้วกล่าวถ้อยคำให้พรที่ดี ก็จะทำให้เจ้าของบ้านอยู่เย็นเป็นสุข มีโชคมีลาภทรัพย์สินเพิ่มพูน
อย่างไรก็ดีจากจดหมายเหตุของไทยเรา มีการอุ้มวิฬาร์ (แมว) เข้าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระมหามณเฑียร ก็น่าจะมีความหมายเพื่อให้เกิดความโชคดี มีลาภให้อยู่เย็นเป็นสุข ตลอดจนขับไล่ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ และตามความเชื่อดั้งเดิมที่กล่าวว่าแมวมีเก้าชีวิต ซึ่งหมายถึงความยั่งยืนสถาพรหรือความเป็นอมตะ
10.ไก่ขาว
พบว่าในบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีการนำไก่ขาวเข้าในพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงก่อให้เกิดข้อกังขาว่า เป็นคติความเชื่อที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้รู้บางท่านกล่าวว่าน่าจะเป็นประเพณีโบราณของไทย ซึ่งเพื่อนบ้านต้องการช่วยเหลือให้เจ้าของบ้านที่สร้างครอบครัวใหม่มีไก่สำหรับเลี้ยงไว้ขันบอกโมงยาม และเลี้ยงไว้กินไข่ อันเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตประจำวันอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากเครื่องใช้ในครัวเรือนหรือสัตว์เลี้ยงที่มามอบให้กับผู้ที่ตั้งครัวเรือนใหม่ซึ่งปัจจุบันก็ยังสามารถเห็นได้ และการที่พระมหากษัตริย์องค์ใหม่เฉลิมพระราชมณเฑียรก็คล้ายกับทรงตั้งครอบครัวของพระองค์ใหม่ จึงได้มีการอุ้มไก่เข้าในพระราชพิธีด้วย อย่างไรก็ดี ตามความเชื่อของจีนถือว่าไก่ตัวผู้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความอบอุ่นและความมีชีวิตที่มีพลังจากจักรวาล ถ้าเป็นไก่สีแดงจะป้องกันไฟ ส่วนไก่สีขาวจะสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายและภูติผีต่าง ๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราอาจจะนำความเชื่อทั้งสองอย่างนี้มาผสมผสานกันก็ได้
11.ศิลาบด
ศิลาบดหรือหินบดตามคติของอินเดียถือเป็นของใช้ในครัวเรือนเช่นเดียวกับครกในปัจจุบัน และคนไทยเราแต่เดิมก็คงมีการใช้หินบดไปพร้อม ๆ กับครก เพราะยังพบหลักฐานอยู่มากตามแหล่งโบราณคดี ปัจจุบันพวกเชื้อสายอินเดียทั้งในอินเดียและมาเลเซียก็ยังบดเครื่องแกงและเครื่องปรุงอาหารต่าง ๆ ด้วยหินบดกันอยู่ ดังนั้นการนำศิลาบดเข้าในพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรก็น่าจะเป็นคติที่มีการมอบเครื่องครัว พันธุ์พืช เป็นการแสดงความยินดีในการขึ้นเรือนใหม่
แต่อย่างไรก็ดีพบว่ามีคำให้พรว่า “ให้อยู่เย็นเป็นสุข ดังอุทกธารา และฟัก ให้น้ำใจหนักหน่วงดุจศิลา ขอให้ถั่วงางอกงามบริบูรณ์” ซึ่งศิลาในที่นี้ก็ใช้ศิลาบดหรือหินบด
นอกจากนี้ยังมีคำให้พรบ่าวสาวของเก่าอยู่บทหนึ่งว่า “ให้เย็นเหมือนฟัก ให้หนักเหมือนแฟง ให้อยู่เรือนเหมือนก้อนเส้า ให้เฝ้าเรือนเหมือนแมวคราว” เดิมของที่เข้าในพิธีแต่งงานและขึ้นเรือนใหม่ น่าจะใช้ก้อนเส้าจริง ๆ ก้อนเส้าเป็นหินที่นำมาทำเป็นเตาไฟก่อนที่จะพัฒนามาเป็นเตา แต่เข้าใจว่าก้อนเส้าคงจะเปื้อนเลอะเทอะจึงใช้หินแทน แล้วก็เลยกลายมาเป็นหินบด และในอินเดียบางท้องถิ่นพบว่ามีการนำหินบดเข้าในพิธีแต่งงานด้วยเช่นกัน
12.ไม้อุทุมพรหรือมะเดื่อ
ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตั่งไม้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทับเพื่อสรงมุรธาภิเษก ตลอดจนพระมณฑปและพระที่นั่งอัฐทิศและพระที่นั่งภัทรบิฐล้วนทำด้วยไม้อุทมพร หรือไม้มะเดื่อ การใช้ไม้มะเดื่อหรือบางทีเรียกว่าไม้มะเดื่อชุมพรบ้าง มะเดื่อทุมพรบ้าง ซึ่งการใช้ไม้มะเดื่อทำพระที่นั่งสำหรับอภิเษกพระมหากษัตริย์นั้น น่าจะได้รับความเชื่อถือมาจากพวกพราหมณ์ ซึ่งกล่าวว่าไม้มะเดื่อเป็นที่ประทับของเทพเจ้าตรีมูรติ อันเป็นเทพซึ่งรวมเทพเจ้าที่สำคัญทั้งสามองค์ของฮินดู คือพระพรหม พระศิวะและพระวิษณุ เป็นองค์เดียวกัน ดังนั้น จึงนำไม้มะเดื่อมาทำเป็นพระที่นั่งสำหรับพระมหากษัตริย์ อาจมาจากความเชื่อที่ว่าพระองค์ทรงเป็นสมมติเทพนั่นเอง
ส่วนในตำนานของพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ต้นมะเดื่อเป็นต้นไม้ที่พระโกนาคมพุทธเจ้าซึ่งเป็นอดีตพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งได้ทรงตรัสรู้ที่ใต้ต้นไม้นี้
ดังนั้นไม้มะเดื่อจึงมีความสำคัญทั้งทางศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู จึงถือว่าเป็นไม้เฉพาะผู้เป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น
13.มะตูม
ใบมะตูมหรือเวฬุจะเป็นใบไม้ที่ใช้ในการประกอบพิธีมงคลต่าง ๆ เสมอ โดยเฉพาะในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยพราหมณ์จะเป็นผู้มอบให้ผู้ที่เข้ารับน้ำอภิเษก ว่าใช้กันเสนียดจัญไร ขับภูติผีปีศาจได้ และมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์ในไศวนิกาย (พวกที่นับถือพระศิวะเป็นใหญ่) เชื่อว่า มะตูมเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระอิศวร เวลาบูชาพระอิศวรจึงต้องใช้ใบมะตูม
นอกจากนี้ยังเชื่ออีกว่าใบมะตูม มีลักษณะเป็นสามแฉก เป็นเครื่องหมายของตรีมูรติ ซึ่งคือเทพเจ้าทั้้งสามของฮินดู ได้แก่ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิลวะ สำหรับทางวิษณุนิกาย (พวกที่นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นใหญ่) ว่าต้นมะตูมเกิดจากตรีอาวุธของพระวิษณุ (พระนารายณ์) เมื่อครั้งที่ทรงไปปราบช้างเอกทนต์
14.ข้าวตอก
ข้าวตอกทำจากข้าวที่หุงแล้วและนิยมนำมาใช้ในพิธีมงคลต่าง ๆ ในประเทศที่มีการปลูกข้าวเพื่อใช้เป็นอาหารหลักของชีวิต อย่างเช่นประเทศไทยเรา โดยทั่วไปจะถือว่าข้าวเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ด้วยมีบุญคุณ และเป็นพืชที่มีเทวดารักษา หรือผู้คุ้มครองข้าวคือเจ้าแม่โพสพ ดังนั้นจึงห้ามเหยียบข้าว หรือนั่งบนรวงข้าว
ในอินเดียมีประเพณีอย่างหนึ่งที่นำข้าวมาเกี่ยวข้อง คือในการประกอบพิธีมงคล มีการอำนวยพรกัน จะมีการใช้ข้าวสารย้อมสีด้วยขมิ้น และย้อมด้วยชาดจะมีสีแดงโปรยไปด้วย ส่วนในไทยพบว่าในทางไสยศาสตร์ จะมีการใช้ข้าวสารสาดไล่ผีหรือเป็นการปัดรังควาน ในพิธีแต่งงาน หรือการมงคลโดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีที่เนื่องในราชสำนัก เวลาอำนวยพระจะโปรยด้วยข้าวตอกดอกไม้ กล่าวว่าเป็นเครื่องหมายของความเจริญงอกงาม ซึ่งความคิดนี้อาจจะได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะที่นั่นมีธรรมเนียมโบราณของอินเดีย เมื่อเวลาจะรับเสด็จพระมหากษัตริย์ก็จะมีการโปรยข้าวตอกดอกไม้ และปัจจุบันเมื่อมีการต้อนรับคนสำคัญก็ยังคงนิยมโปรยข้าวตอกดอกไม้อยู่เช่นเดิม เช่นเดียวกับในไทย
15.มะม่วง
มะม่วงเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งใน 3 ชนิดที่นำใบมาใช้เป็นใบไม้สมิทธในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่พราหมณ์จะทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อใช้ปัดพระวรกาย โดยใช้ 25 ใบ เชื่อว่าเพื่อปัดภยันตราย เพราะตามคติของฮินดูเชื่อว่ามะม่วงเกิดที่เขาไกรลาส และว่าเป็นภาคหนึ่งของพระพรหม ดังนั้นจึงถือว่ามะม่วงเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่ง ดังนั้นจึงนำส่วนต่าง ๆ ของมะม่วงมาใช้ในพิธีมงคลโดยเฉพาะส่วนใบ
16.ดอกพิกุล
ดอกพิกุลเป็นดอกไม้ขนาดเล็กที่มีกลิ่นหอมเย็น ทั้งเมื่อยังสดและแห้ง คนไทยจึงถือว่าเป็นดอกไม้ที่วิเศษ ในภาษาบาลีเรียกว่า ปกุล พบว่าในการประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ในราชสำนักของไทยนิยมทำดอกพิกุลทอง ดอกพิกุลเงิน ให้องค์ประธานทรงโปรยในระหว่างการประกอบพระราชพิธีเสมอ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีลงสรง เป็นต้น ทั้งนี้อาจเป็นด้วยความเชื่อที่ว่าเจ้านายผู้เป็นองค์ประธานนั้นอยู่ในสภาวะสมมติเทพที่ได้อุบัติลงมาจากสวรรค์ บริเวณพระบรมมหาราชมณเฑียรจึงถือว่าเป็นดุจสวรรค์ อุทยานต่าง ๆ จึงปลูกต้นไม้สวรรค์ เช่น ต้นพิกุลอันเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งในสวนของพระอินทร์ ดังนั้นในระหว่างการประกอบพระราชพิธีจึงมีการโปรยดอกพิกุลซึ่งเปรียบเหมือนดอกไม้สวรรค์ที่องค์สมมติเทพทรงโปรยลงมาให้มนุษย์ได้ชื่นชมนั่นเอง
อนึ่ง ลักษณะของดอกพิกุลมีกลีบจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกเบญจมาศของจีน อาจจะมีการผสมผสานความคิดที่เป็นมงคลว่า เป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และได้นำมาโปรยในงานพระราชพิธีดังกล่าว เพื่อเป็นการให้สิ่งที่เป็นมงคลในพระราชพิธีอีกความคิดหนึ่งด้วยก็เป็นได้