ค่าเงินบาทผันผวน นักลงทุนจับตาดูตัวเลข จีดีพี สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (29/4) ที่ระดับ 31.88/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (26/4) ที่ระดับ 31.96/98 บาท/ดอลลาร์สหรับ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะเปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวมากขึ้นในไตรมาสแรก เนื่องจากยอดขาดดุลการค้าลดลงและการเพิ่มขึ้นองสต๊อกสินค้าคงคลังนับตั้งแต่ปี 2558 โดยตัวเลขจีดีพีเพิ่มขึ้น 3.2% ในไตรมาสแรก จากการลงทุนด้านการก่อสร้างถนนที่เพิ่มขึ้นของรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง เทียบกับที่ขยายตัว 2.2% ในไตรมาส 4 ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ 2.0% และคาดการณ์ว่าจีดีพีจะชะลอตัวในปีนี้ โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.5% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ที่ 3%
อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้เริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้นในวันพุธ (1/5) ภายหลังจากที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับร้อยละ 2.25-2.50 ตามที่นักลงทุนได้คาดการณ์ไว้ แม้เฟดจะได้รับแรงกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสู่ระดับร้อยละ 1 พร้อมกับใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ครั้งใหม่ นอกจากนี้เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับธนาคารพาณิชย์ที่นำสภาพคล่องส่วนเกินมาฝากไว้ที่เฟด โดยปรับลดลงร้อยละ 0.05 สู่ระดับร้อยละ 2.35 เพื่อเป็นการรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของเฟดที่ธนาคารพาณิชย์ใช้ในการเรียกเก็บระหว่างกันสำหรับการกู้เงินในช่วงข้ามคืน ให้อยู่ในช่วงเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 2.25-2.50 ในขณะเดียวกันเฟดได้แถลงว่าจะใช้ความอดทนก่อนจะตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ (2562) จากเดิมที่เคยระบุไว้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว (2561) ว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในปีนี้ (2562)
นอกจากนั้นแล้ว นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟดยังได้ระบุก่อนหน้านี้ว่า อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่อ่อนแรงลงในช่วงที่ผ่านมานั้นอาจเกิดจากปัจจัยชั่วคราว โดยนายพาวเวลเชื่อว่า เงินเฟ้อของสหรัฐจะดีดตัวขึ้นสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับร้อยละ 2 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐในเดือนเมษายน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 275,000 ตำแหน่ง มากกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 180,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ดีมีรายงานจาก สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ซึ่งระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐปรับตัวลดลงสู่ระดับ 52.8 ในเดือนเมษายน ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 55.0 อีกทั้งระหว่างวัน (2/5) มหาวิทยาลัยหอการค้าได้เปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของประเทศไทย ซึ่งออกมาอยู่ที่ 79.2 ลดลงจากระดับ 80.6 ในเดือนมีนาคม ทั้งนี้คาดว่านักลงทุนโดยส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรที่จะมีการเปิดเผยออกมาในคืนนี้ (3/5)
สำหรับปัจจัยในประเทศ ในวันจันทร์ (29/4) นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกมีสัญญาณแผ่วลงโดยได้รับผลกระทบจากการหดตัวของการส่งออกสินค้าตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ อย่างไรก็ดี อุปสงค์ภายในประเทศเองยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการบริโภคภาคเอกชนจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่ง ต่อมาในวันอังคาร (30/4) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมหรือ สศอ. เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของเดือนมีนาคมปรับตัวลดลง 2.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งอุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีดังกล่าวในเดือนมีนาคม ได้แก่ คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ ไดรฟ์ เหล็ก และผลิตภัณฑ์ยาง โดยนายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยการ สศอ.ยังระบุด้วยว่า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่หดตัวลง ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นเป็นสาเหตุหลักที่ฉุดดัชนีดังกล่าวลง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.89-32.06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (3/5) ที่ระดับ 32.03/05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดวันจันทร์ (29/4) ที่ระดับ 1.1149/50 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/4) ที่ระดับ 1.1136/40 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในวันอังคาร (30/4) ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนเล็กน้อยจากรายงานตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหภาพยุโรปประจำไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2562 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 มากกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 อีกทั้งมีรายงานอัตราการว่างงานของสหภาพยุโรปประจำเดือนมีนาคม ซึ่งออกมาอยู่ที่ร้อยละ 7.7 ต่ำกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะออกมาอยู่ที่ร้อยละ 7.8 โดยนักลงทุนยังรอดูปัจจัยใหม่ ๆ ในตลาด
อย่างไรก็ตาม มีรายงานเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องการขอแยกตัวออกจาก EU ของโปแลนด์ว่า นายฌอง-คล็อต ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (ECB) เชื่อว่า โปแลนด์จะไม่แยกตัวออกจากการเป็นสมาชิกของ EU แม้ว่าพรรคลอว์ แอนด์ จัสติซ (PiS) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลและมีแนวคิดแยกตัวออกจาก EU อาจคว้าชัยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในการเลือกตั้งปีนี้ โดยเาได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ของโปแลนด์ว่า เขาเชื่อมั่นว่า จะไม่มี Polexit หรือการที่โปแลนด์แยกตัวออกจาก EU เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้งรัฐสภาโปแลนด์ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ เนื่องจากโปรแลนด์ และ EU มีค่านิยมเดียวกัน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1139-1.1265 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1166/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (29/4) ที่ระดับ 111.62/64 เยน/ดอลลาร์สหรับ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (26/4) ที่ระดับ 111.72/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้การซื้อขายสกุลเงินเยนในสัปดาห์นี้เป็นไปอย่างเบาบาง เนื่องจากในประเทศญี่ปุ่นอยู่ในช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 27 เมษายน-6 พฤษภาคม 2562 เป็นเวลา 10 วัน เพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 111.03-111.89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 111.46/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ