นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ตามที่ กยท. ร่วมกับ 5 บริษัทผู้ส่งออกยางรายใหญ่ของประเทศ ประกอบด้วย บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท เซาท์แลนด์รับเบอร์ จำกัด บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่นประเทศไทย จำกัด (มหาชน) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราไทย จำกัด เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2560 เงินทุนจดทะเบียน 1,200 ล้านบาท
เพื่อเข้าซื้อขายยางพาราภายในประเทศและภูมิภาค ได้แก่ ตลาดกลางยางพารา กยท. 6 แห่ง และตลาดกลางภูมิภาค RRM (ไทย อินโดนีเซียมาเลเซีย) รวมถึงดำเนินการซื้อขายยางพาราผ่านตลาดล่วงหน้าบริษัทร่วมทุนฯ
ผลการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้ราคายางพารามีการปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา กำหนดเพื่อยกระดับราคาในตลาด ให้ได้ประมาณ กิโลกรัม(ก.ก.) ละ 60-70 บาท เมื่อราคานิ่งแล้วบริษัทจะหยุดดำเนินการ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาด ซึ่งราคายางแผ่นดิบรมควันชั้น 3 เมื่อวันที่ 5 ก.ย. อยู่ที่ 60.50 บาท/ก.ก. ถือว่าประสบผลสำเร็จแต่ต้องดูสถานการณ์อีกสักระยะหลังจากนั้นจะหารือกับบริษัทร่วมทุนเพื่อยุติการเข้าซื้อและคืนวงเงินลงทุนของแต่ละบริษัทไป
“ปัจจัยพื้นฐานของตลาดยางพาราอยู่ในภาวะขาขึ้น ความต้องการยางของผู้ประกอบการทุกประเทศขยายตัว ราคาในตลาดต่างประเทศจึงปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นตามที่กยท. คาดเอาไว้ตั้งแต่ต้นปี แต่ในกรณีราคายางในประเทศตกต่ำสวนทางกับแนวโน้ม เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศไม่มี การตั้งบริษัทร่วมทุนยางฯ เข้ามารับซื้อจึงกระตุ้นการซื้อขายให้มีมากขึ้น ทำให้กลไกตลาดเดินหน้าได้”

นายธีธัช กล่าวว่า การเข้าซื้อของบริษัทร่วมทุนฯ ดังกล่าวจะสูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย หลังจากซื้อมาแล้วจะขายออกตามกระบวนการบริหารจัดการ และจากทิศทางราคายางเป็นในทางบวก ทำให้การบริหารงานของบริษัทร่วมทุนฯ ไม่ขาดทุน ปัจจุบันมีความพร้อมจะคืนวงเงินลงทุนทั้งหมดให้กับบริษัทต่างๆ หลังจากจบภาระกิจแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคายางจะปรับเพิ่มขึ้นแล้ว แต่เกษตรกรไม่ควรเร่งขายยางในทันที ควรจะขายในปริมาณที่จะเป็นรายได้เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนประจำวันเท่านั้น โดยยางที่เก็บไว้ยังมีโอกาสที่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้น เกษตรกรควรหาจังหวะช่วงเวลาที่เหมาะสม
รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรแจ้งว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูง ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน กทย. รายงานผลดำเนินงานของบริษัทร่วมทุนยางฯ ระบุว่าได้เข้าไปซื้อยางในระดับที่สูงกว่าราคาในตลาด 2-4 บาท เมื่อเทียบกับราคาเดิมที่บริษัทต่างๆ เข้าไปซื้อในราคาปกติที่ขายอยู่ ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องปรับราคาซื้อยางพาราสูงขึ้นตามบริษัทร่วมทุนฯ ซึ่งลักษณะของการเข้าตลาดเพื่อประมูลของบริษัทร่วมทุนฯ จะมีการเปลี่ยนตลาดเข้าประมูลทุกวัน
การดำเนินมาตรการดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำยางสด ณ หน้าโรงงาน หลังจากวันที่ 7 ส.ค. 2560 เป็นต้นมา มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยวันที่ 29 ส.ค. 2560 ราคาอยู่ที่ 53.50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ฉัตรชัย สั่งการให้ กยท. ติดตามสถานการณ์ราคาอีก 1 สัปดาห์ หากราคายางพาราคงที่มากกว่านี้จะให้มีการแถลงข่าวในการใช้มาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ทั้งนี้ ให้ กยท. หาแนวทางยกระดับราคาน้ำยางสด หน้าโรงงานให้เกษตรกรสามารถขายน้ำยางให้ได้ราคาจริงที่ปรับตัวตามราคาตลาดกลางด้วย