Skip to content

ส.ผู้เลี้ยงกุ้งไทย 21 จว. จี้รัฐชดเชยราคา หวั่นลามทั่วอุตสาหกรรมทั้งระบบ

04 มิ.ย. 2569 | 12:06น.
ส.ผู้เลี้ยงกุ้งไทย 21 จว. จี้รัฐชดเชยราคา หวั่นลามทั่วอุตสาหกรรมทั้งระบบ

ตัวแทนผู้เลี้ยงกุ้งจากทั่วประเทศกว่า 21 จังหวัด ยื่นหนังสือร้องกรมประมง แก้ไขปัญหาราคากุ้งตกต่ำเป็นการเร่งด่วน หลังเกษตรกรเผชิญ 3 วิกฤตซ้อน ดันต้นทุนพุ่ง-ราคารับซื้อตกต่ำ จี้เร่งรับซื้อ 10,000 ตัน ราคา 20 บาท/กก. ภายใน 3 เดือน หวั่นกระทบอุตสาหกรรมเลี้ยงกุ้งทั้งระบบ

ที่กรมประมง เวลา 09.30 น. สมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย นำโดย นายครรชิต เหมะรักษ์ นายกสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย พร้อมตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจากทั่วประเทศกว่า 21 จังหวัด อาทิ สุราษฎร์ธานี จันทบุรี กระบี่ สงขลา พัทลุง รวมถึงตัวแทนจากภาคกลาง เช่น สุพรรณบุรี และนครปฐม เดินทางเข้าพบ น.ส.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคากุ้งทะเลตกต่ำเป็นการเร่งด่วน

เผชิญ 3 วิกฤตซ้ำซ้อน

นายครรชิตเปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศกำลังเผชิญความเดือดร้อน โดยปัจจัยหลักมาจาก 3 ประเด็นสำคัญ คือ

  1. ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตั้งแต่ช่วงช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและการส่งออกสินค้า ทำให้ราคากุ้งในประเทศปรับตัวลดลง
  2. ปัญหากลไกราคาตามฤดูกาลในช่วงไตรมาสที่ 2 ของทุกปี ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน จะเป็นช่วงที่ราคากุ้งตกต่ำเป็นปกติอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเชิงระบบเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา
  3. ปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ได้แก่ ปัญหาการค้าชายแดน ทั้งจากมาตรการด้านความมั่นคงและข้อจำกัดทางการค้า โดยเฉพาะบริเวณชายแดนกัมพูชาและมาเลเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตร ขณะที่การชะลอการนำเข้าจากบางประเทศเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เกษตรกรไม่มีเวลาเตรียมตัวหรือปรับแผนการผลิต

นายครรชิตกล่าวว่า ในส่วนของกรมประมง ซึ่งมีหน้าที่ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ทาง สมาคมจึงได้เข้ามาหารือกับ น.ส.ฐิติพร และจะนำเรียนประเด็นดังกล่าวต่อ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทราบว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกำลังประสบปัญหาหลายด้าน

โดยกลไกสำคัญที่จะต้องดำเนินการ คือ การอาศัย ‘คณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งเพื่อความยั่งยืน’ ให้ทำหน้าที่ตามกฎหมายและตามกรอบอำนาจที่มี เพื่อกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งประเด็นหลัก คือ ต้องการให้เร่งเปิดประชุมคณะกรรมการฯ โดยคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นอย่างช้าที่สุดไม่เกินวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ตามที่ได้ประสานงานเบื้องต้นไว้

หวังชดเชยราคาภายใน 3 เดือน

นายครรชิตกล่าวว่า สำหรับปัญหาเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที คือโครงการรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งกรมการค้าภายในมีงบประมาณจากกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเราเคยดำเนินโครงการในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง เพื่อดึงผลผลิตส่วนเกิน (Supply) ออกจากระบบและกระจายสู่ผู้บริโภค

ครั้งนี้ทางสมาคมขอความร่วมมือในการดึงผลผลิตไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน ภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับราคาที่สูงกว่าราคาอ้างอิงหรือราคาต้นทุนการผลิตไม่น้อยกว่า 20 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กับเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง

นายครรชิตกล่าวว่า ส่วนในระยะยาว ทางสมาคมต้องการให้คณะกรรมการกุ้ง (Shrimp Board) มีอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนและมีน้ำหนักในการตัดสินใจ มากกว่าการเป็นเพียงอำนาจในระดับกรมหรือกระทรวง แต่ควรมีสถานะทางกฎหมายที่เข้มแข็ง

เช่นเดียวกับ ‘คณะกรรมการนโยบายการประมงแห่งชาติ’ เนื่องจากกุ้งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เช่นเดียวกับข้าวและยางพารา จึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม

นายครรชิตกล่าวว่า ส่วนกรณีที่จะมีการเจรจาการค้าระหว่างไทยและมาเลเซียที่มีกำหนดในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 กลุ่มเกษตรกรคาดหวังว่าภาครัฐจะเร่งดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบการค้าโลก การค้าอาเซียน และการค้าชายแดน เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและลดผลกระทบต่อภาคการผลิต

โดยยอมรับว่าเกษตรกรเคยผ่านวิกฤตด้านการค้าในหลายรูปแบบมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากความตกลงการค้าเสรี (FTA) หรือมาตรการภาษีของสหรัฐ แต่หากสถานการณ์ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อรายได้อย่างรุนแรงจนเกษตรกรไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ควรมีจะมาตรการเยียวยาและช่วยเหลืออย่างเหมาะสม

“วันนี้เราไม่ได้มาประท้วง แต่เดินทางมายื่นข้อเสนอและขอความเห็นใจจากภาครัฐ เพื่อให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก สิ่งที่พวกเราต้องการคือการฟื้นตัวและโอกาสในการเดินหน้าประกอบอาชีพต่อไป” นายครรชิตกล่าว

ราคาซื้อหน้าบ่อต่ำกว่าทุน 20%

นายยุทธนา รัตโน ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง กล่าวว่า ต้นทุนหลักของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประกอบด้วยค่าอาหารสัตว์น้ำ ค่าพลังงาน ค่าลูกกุ้ง ค่าสารเคมีและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าแรงงาน

โดยข้อมูลการศึกษาต้นทุนการผลิตที่กรมประมงร่วมกับเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งภาคตะวันออกจัดทำไว้ พบว่า กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 119 บาทต่อกิโลกรัม ขนาด 80 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุน 123 บาท และขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม มีต้นทุนประมาณ 135 บาทต่อกิโลกรัม

นายยุทธนากล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคากุ้งหน้าบ่ออยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยราว 10-20% ส่งผลให้เกษตรกรขาดทุนต่อเนื่อง โดยมองว่าราคากุ้งที่เหมาะสมควรสูงกว่าต้นทุนอย่างน้อย 20% เพื่อให้เกษตรกรมีผลตอบแทนเพียงพอสำหรับการดำเนินอาชีพและรองรับความเสี่ยงในการผลิต

เช่น กุ้งขนาด 100 ตัวต่อกิโลกรัม ควรมีราคาประมาณ 125-130 บาทต่อกิโลกรัม จึงจะสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งปัญหาราคากุ้งหน้าบ่ออยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุน มาจากหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง กลไกทางการตลาดที่ไม่เอื้อต่อผู้ผลิต และการที่มาเลเซีย ประกาศระงับการนำเข้ากุ้งจากไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจำหน่ายผลผลิต และรายได้ของเกษตรกรโดยตรง

หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เกษตรกรจำนวนมาก จะขาดสภาพคล่อง ต้องยกเลิกการผลิต และอาจจะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทยทั้งระบบ ซึ่งคาดว่าปีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศจะขาดทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เนื่องจากราคากุ้งตั้งแต่ขนาด 55 ตัวถึง 100 ตัวต่อกิโลกรัม ล้วนอยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุนการผลิต