SD Symposium พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน
แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) เป็นแนวทางที่จะเปลี่ยนกระบวนการของการผลิต การบริโภค และการใช้ชีวิต ที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ เพราะในปัจจุบันจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด นำไปสู่ความต้องการใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนวัตถุดิบในอนาคต
ด้วยเหตุนี้ 45 พันธมิตรภาครัฐ เอกชน และประชาชน ทั้งระดับประเทศ และระดับโลก จึงผนึกกำลังกันในงาน SD Symposium 10 Years : Collaboration for Action โดยมีผู้บริหาร นักวิชาการ จากหลายหน่วยงานมาขึ้นเวทีระดมสมองแก้วิกฤตทรัพยากรด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงรณรงค์การ “ใช้ให้คุ้ม แยกให้เป็น ทิ้งให้ถูก” เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตลอดวงจรการผลิต การบริโภค และการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อหวังสร้างอุตสาหกรรมยั่งยืน

“รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวถึง SD Symposium เมื่อปีที่แล้วว่า ตอนนั้นเป็นปีที่เริ่มต้นพูดคุยกันถึงเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง และตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เราได้สร้างความร่วมมือกับกว่า 45 องค์กรทั้งในและต่างประเทศ เพราะเราเชื่อมั่นว่าการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดโมเดลการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน
ด้วยการดำเนินโครงการผ่าน 4 โมเดลหลัก ดังนี้
หนึ่ง ความร่วมมือเพื่อธุรกิจที่ยั่งยืน เอสซีจีสร้างความร่วมมือกับหลายบริษัท เช่น ความร่วมมือระดับโลกกับกลุ่ม Global Cement and Concrete Association (GCCA) และกลุ่ม Circular Economy in Cement Industry (CECI) ด้วยการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนไปใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง, ขณะที่ความร่วมมือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ด้วยการนำเศษคอนกรีตที่มีส่วนผสมของซีเมนต์มาใช้ทดแทนหินธรรมชาติในกระบวนการก่อสร้าง, ทั้งยังร่วมกับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ใช้สินค้าระบบผนังสำเร็จรูปแทนการใช้ระบบก่อฉาบอิฐแบบเดิม ซึ่งจะสามารถลดวัสดุเหลือทิ้งจากการติดตั้งได้เกือบร้อยละ 100 โดยร่วมกับบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เพื่อสร้างมูลค่าจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้วในงานก่อสร้าง
สอง ความร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาขยะในทะเล โดยอาศัยความร่วมมือกับกลุ่ม The Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ที่เป็นภาคีกว่า 35 บริษัทชั้นนำระดับโลก ด้วยการลด และจัดการปัญหาขยะพลาสติกในทะเล ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับประเทศกับกลุ่ม Thailand PPP Plastic ภายใต้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ร้อยละ 100 ภายในปี 2570 เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเลไทยลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2570 รวมถึงความร่วมมือกับภาครัฐ กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ป้องกันขยะจากแม่น้ำไหลลงสู่ทะเล เช่น การพัฒนาต้นแบบทุ่นกักขยะลอยน้ำ
สาม ความร่วมมือเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้น โดยร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกลุ่มประมงพื้นบ้าน ดำเนินโครงการบ้านปลา เปลี่ยนท่อ PE100 ที่เหลือจากกระบวนการทดสอบขึ้นรูป และขยะพลาสติกให้เป็นบ้านปลา โดยความร่วมมือกับชุมชนเพื่อให้ความรู้ และส่งเสริมพฤติกรรมการแยกขยะ และการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพในชุมชนบ้านรางพลับ และ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี, ชุมชน ต.บ้านสา และ ต.เมืองมาย อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง
สี่ ความร่วมมือเพื่อบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม โดยร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ดำเนินโครงการโรงกำจัดกากอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีแกสซิฟิเคชั่น และแอชเมลติ้ง เป็นแห่งแรกในอาเซียน ที่มาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อกำจัดมลพิษ
“ในปี 2561 ที่ผ่านมา เอสซีจีสามารถนำของเสียอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นวัตถุดิบทดแทน 313,000 ตันของเสียต่อปี และแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน 131,000 ตันของเสียต่อปี และในปี 2562 นี้ ยังคงเดินหน้าการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในการดำเนินธุรกิจต่อไป โดยตั้งเป้าการลดการผลิตพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียว จากร้อยละ 46 เหลือร้อยละ 20 ภายในปี 2568 และเพิ่มสัดส่วนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ เป็นร้อยละ 100 ภายในปี 2568”
สำหรับช่วงต่อมาเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ Circular Economy-Act Now for A Better World โดยมีผู้ที่มีชื่อเสียง และผู้นำองค์กรจากหลายภาคส่วนสลับขึ้นเวที อาทิ “ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่กล่าวว่า วันนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับความไม่สมดุลหลายประการ ประการแรก คือ ความไม่สมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และนี่เป็นเหตุผลของการเสื่อมถอยของสภาพแวดล้อม ประการต่อมา คือ ความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ ประการสุดท้าย คือ ความไม่เท่ากันของมนุษย์กับเทคโนโลยี
“ปัจจุบันเรากำลังเปลี่ยนจากการทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรุ่งเรืองเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน และรัฐบาลไทยได้นิยามทิศทางเศรษฐกิจใหม่นี้ว่า BCG Model (bio economy-circular economy-green Economy) รูปแบบนี้คือการใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงเป็นพื้นฐาน และส่วนหนึ่งที่เราเน้นย้ำ คือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งมีหลักปฏิบัติที่เรียกโดยย่อว่า BEGIN ซึ่งหมายถึง behavior-พฤติกรรม เมื่อก่อนเราอาจมีทรัพยากรมากมาย แต่วันนี้ทรัพยากรน้อยลง ทำให้เราต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค education-ระบบการศึกษาเมื่อก่อนสอนเรื่องการทำให้เกิดกำไรสูงสุด แต่วันนี้เราต้องสอนการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน growth mindset-คิดแบบประสานประโยชน์ โดยหากธรรมชาติเสียประโยชน์ มนุษย์ก็เสียประโยชน์ด้วยเช่นกัน innovation-คิดนวัตกรรมที่จะเกิดประโยชน์ในวงกว้าง nature-ต้องปกป้องทรัพยากรเพื่อคนรุ่นต่อไป”
ขณะที่ “ลาร์ช สเวนสัน” ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืนและการสื่อสาร อิเกีย-ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า อิเกียเป็นองค์กรที่ชอบลงมือทำ เพราะเราต้องแน่ใจว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยั่งยืนผ่านสินค้าและบริการ โดยเป้าหมายของอิเกียถือเป็นเป้าหมายในระดับโลก และขับเคลื่อนในทุกกิจกรรม ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขาย การให้บริการลูกค้า และหนึ่งในเป้าหมายของเราคือภายในปี 2030 อิเกียจะต้องผลิตสินค้าที่นำมาจากวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่
“อิเกียเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในธุรกิจของตัวเอง ทั้งกระบวนการตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภค ขณะเดียวกัน การประสานความร่วมมือกันของอิเกียไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทแม่ อิเกียยังทำงานกับองค์กรอื่น ๆ ในไทย เช่น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ที่จังหวัดเชียงราย และที่ดอยตุง อิเกียยังทำงานกับลูกค้าด้วยการส่งเสริมให้ลูกค้านำถุงกลับมาใช้ หรือกลับมาคืน เพื่อกลับไปเข้ากระบวนการรีไซเคิล ลูกค้าจึงมีส่วนช่วยสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับอิเกียด้วย”
สำหรับ “อมรพล หุวะนันทน์” ผู้ร่วมก่อตั้ง Moreloop สตาร์ตอัพสัญชาติไทย ที่มุ่งมั่นสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน กล่าวว่า ขวดพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายกว่า 500 ปี เราสามารถสร้างคุณค่าโดยการนำกลับมาใช้ ผมเลยลองทำดูโดยใช้เวลา 3 เดือนเพื่อเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง และผมได้เจอเพื่อนที่สนใจปัญหาขยะเหมือนกัน
โดยเฉพาะเรื่องขยะอุตสาหกรรม คำถามคือขยะพวกนี้นำกลับไปสร้างมูลค่าได้ไหม จึงได้ร่วมกันก่อตั้ง Moreloop
“เราตั้งเป้าหมายว่าจะผลิต online platform เนื่องจากเราทำงานมากว่า 1 ปี ในการพัฒนา platform ตอนที่เปิดตัวครั้งแรก ผมคิดว่าเจ๋งมาก เราจะขายวัสดุแบบนี้ไปทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์ ที่สำคัญ เราจะเป็นยูนิคอร์น แต่ 4 เดือนผ่านไปไม่ใช่แบบที่ตั้งใจ เราไม่ค่อยมีลูกค้าและรู้สึกว่ายากเกินไปหรือเปล่า แต่เราก็ถามตัวเองว่าบางทีโอกาสอาจจะยังมี แค่เราต้องเปิดกว้างสำหรับไอเดีย และตัดสินใจเดินต่อ โดยเราเปลี่ยนวิธีสื่อสารด้วยการบอกทุกคนว่า ง่ายมากที่จะสร้างผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืนผ่าน Moreloop เราจึงเริ่มนำวัสดุเหลือใช้เหล่านี้มาทำเป็นเสื้อยืด พร้อมกับสื่อสารเรื่องราวของเราออกไป แล้วลูกค้าก็รู้สึกได้ว่านี่เป็นผลิตภัณฑ์ยั่งยืน และตอนนี้เรามีลูกค้าพอสมควร ตั้งแต่องค์กร, มหา’ลัย, แบรนด์แฟชั่น รวมถึงผู้ที่เป็นกระบอกเสียงเรื่อง
สิ่งแวดล้อม จึงทำให้เราเติบโตขึ้นมากใน 7 เดือนที่ผ่านมา”
“แต่วันนี้เป้าหมายใหม่ของเรา คือ การนำวัสดุเหลือใช้ทั้งหมด 5,000 กิโลกรัม มา upcycling และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตลงให้ได้กว่า 80,000 กิโลกรัม ส่วนเป้าหมายภายใน 5 ปี เราต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ 1 ล้านกิโลกรัม”
เพราะการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องที่ต้องทำแข่งกับเวลา เพราะขณะนี้ทรัพยากรของโลกกำลังจะหมดสิ้นลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้น ทุกคนจึงต้องบริโภคอย่างมีความรับผิดชอบ และนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ เพราะการลดปริมาณขยะจะช่วยปกป้องโลกให้ยั่งยืน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความอยู่ดีของมนุษย์