เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘กูราเซา-ยิบรอลตาร์-อ็องฌูอ็อง’ รู้จัก 3 แหล่งใบอนุญาตพนันออนไลน์ข้ามชาติ
World ‘กูราเซา-ยิบรอลตาร์-อ็องฌูอ็อง’ รู้จัก 3 แหล่งใบอนุญาตพนันออนไลน์ข้ามชาติ
ราคาทองวันนี้ (10 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณ 67,350 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (10 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 100 บาท ทองรูปพรรณ 67,350 บาท
อภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้ามไหล่ “อนุทิน 2/1” 
Columns อภิปรายไม่ไว้วางใจ ข้ามไหล่ “อนุทิน 2/1” 
ศึก กสทช. ซีซั่น 2 ผวาลูกหลง ‘วินัย-อาญา’
Tech ศึก กสทช. ซีซั่น 2 ผวาลูกหลง ‘วินัย-อาญา’
ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
Economic ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
World 3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
“ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
Business “ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
เศรษฐกิจภูมิภาค ​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
ดูทั้งหมด

ดัชนีเงินบำนาญโลก ไทยติดลิสต์ความมั่งคั่งระดับต่ำ

07 พ.ย. 2562 | 19:32น.

จากรายงานดัชนีเงินบำนาญระดับโลก ซึ่งจัดทำโดย บริษัท เมอร์เซอร์ เมลเบิร์น (MMGPI) ประจำปี 2562 เผยให้เห็นถึงระดับของสินทรัพย์บำนาญที่มีผลกระทบกับระดับหนี้ครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของหนี้ภาคครัวเรือนในกลุ่มเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว อันจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเติบโตของสินทรัพย์ที่ถือครองโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญ

โดยรายงานวิจัยฉบับนี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลประเทศออสเตรเลีย และเป็นโครงการวิจัยร่วมกันระหว่าง Monash Centre for Financial Studies (MCFS) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยภายใน Monash Business School แห่งมหาวิทยาลัยโมนาช ในเมืองเมลเบิร์น และบริษัทเมอร์เซอร์ ผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลก

สำหรับปีนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ระบบรายได้หลังเกษียณถูกรวบรวมไว้ในรายงานดัชนีเงินบำนาญนี้ โดยมีดัชนีรวมอยู่ที่ 39.4 โดยจะมีตัวเลขในด้านความเพียงพออยู่ที่ 38.5 และ 38.8 ในด้านความยั่งยืน และสำหรับด้านความน่าเชื่อถืออยู่ที่ 46.1

“จักรชัย บุญยะวัตร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมอร์เซอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า มูลค่าดัชนีเงินบำนาญของประเทศไทยสามารถขยายเพิ่มขึ้นได้ โดยการเพิ่มขอบเขตอาชีพของลูกจ้างในประเภทต่าง ๆ ให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระดับการมีส่วนร่วม ตลอดจนเงินออม เงินลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ อยู่ในระดับที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ การเพิ่มมูลค่าดัชนีโดยรวมของประเทศไทยยังสามารถทำได้โดยการเพิ่มการสนับสนุนสวัสดิการขั้นพื้นฐานสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย การเพิ่มข้อกำหนดในสวัสดิการลูกจ้างขององค์กรภาคเอกชนให้มีผลประโยชน์

“ส่วนหนึ่งที่จะสามารถเป็นรายได้อย่างต่อเนื่องของลูกจ้างแต่ละคนภายหลังจากการเกษียณในอนาคต หรือแม้แต่การกำหนดข้อบังคับจำนวนเงินขั้นต่ำสำหรับกองทุนเงินออมเพื่อการเกษียณอายุของพนักงานให้เพียงพอต่อการยังชีพในอนาคต สามารถดำเนินการได้เพื่อเพิ่มมูลค่าดัชนีเงินบำนาญของประเทศได้เช่นกัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมีการพัฒนานโยบายที่หลากหลายเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาระบบบำเหน็จบำนาญให้ประชาชนในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยครอบคลุมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือกลุ่มพนักงานสัญญาชั่วคราว อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้เข้าร่วมยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก และเราคาดหวังว่าจำนวนเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

ที่สำคัญ รายงานฉบับนี้ถือเป็นการสำรวจในระดับนานาประเทศฉบับแรกที่รวบรวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับ “ผลกระทบจากความมั่งคั่ง” เช่น แนวโน้มในการใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นตามระดับความมั่งคั่งที่เกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์บำนาญ โดยข้อมูลจากรายงานชี้ให้เห็นว่าเมื่อสินทรัพย์บำนาญเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้ปัจเจกบุคคลมีความรู้สึกมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น และยังส่งผลต่อแนวโน้มในการกู้ยืมที่มากขึ้นอีกด้วย

“ดร.เดวิด น็อกซ์” ผู้เขียนรายงานจากบริษัท เมอร์เซอร์ กล่าวว่า เราเน้นย้ำการเติบโตของสินทรัพย์ที่ถือครองโดยกองทุนบำเหน็จบำนาญ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภาคครัวเรือนมีความรู้สึกมั่นคงทางการเงินจากการมีรายได้ที่แน่นอนในอนาคตมากยิ่งขึ้น จึงมีการกู้ยืมเงินก่อนเกษียณเพื่อนำมาปรับปรุง และพัฒนาความเป็นอยู่ส่วนบุคคลมากขึ้นเช่นกัน

“ขณะที่ความมั่งคั่งส่วนบุคคลเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะในแง่ของการเป็นเจ้าของที่พักอาศัย สินทรัพย์การลงทุนต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น หรือเงินออมเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่อยู่ในระดับสูงขึ้น มิได้เป็นแรงกดดันต่อแนวโน้มของหนี้ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน โดยข้อมูลจากรายงานนี้ชี้ให้เห็นว่าในระดับโลกแล้ว ทุก 1 ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นในสินทรัพย์บำนาญ หนี้ครัวเรือนของบุคคลนั้นจะเพิ่มขึ้นเกือบ 50 เซนต์”

นอกจากนั้น รายงานฉบับนี้ยังมีการเปรียบเทียบระบบบำเหน็จบำนาญทั้งหมด 37 รูปแบบ ซึ่งมีข้อมูลครอบคลุมประชากรโลกถึงเกือบ 2 ใน 3 โดยมีการเน้นย้ำให้เห็นถึงความแตกต่างของระบบบำนาญที่ใช้กันอยู่ทั่วโลกอย่างแพร่หลาย ทั้งยังเผยให้เห็นว่าแม้กระทั่งระบบบำเหน็จบำนาญที่ดีที่สุดของโลกเองยังคงมีข้อบกพร่องอยู่ ที่สำคัญ รายงานประจำปี 2562 ยังเพิ่มข้อมูลจากประเทศฟิลิปปินส์ และตุรกีเข้ามาอีกด้วย นอกเหนือจากประเทศไทยที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

“ปัญหาที่ระบบต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญร่วมกันคือ อายุขัยของประชากรที่ยืนยาวมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มแรงกดดันในการบริหารจัดการระบบสวัสดิการพื้นฐานของภาครัฐ เพื่อดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชากรสูงอายุ ผู้กำหนดนโยบายจึงจำเป็นต้องพิจารณาถึงจุดแข็ง และจุดด้อยในระบบของตนเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อผลสำเร็จในระยะยาวสำหรับผู้เกษียณอายุในอนาคตนั่นเอง”

“มาร์ติน พาคูลา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นวัตกรรม และการค้า กล่าวเสริมว่า ตลอด 11 ปีที่ผ่านมา รายงานดัชนีเงินบำนาญระดับโลกของเมอร์เซอร์ เมลเบิร์น ถือเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญของระบบเงินบำนาญทั่วโลก และการที่รายงานนี้ได้รับการยอมรับอย่างสูงในระดับนานาประเทศยังเป็นเครื่องยืนยันถึงชื่อเสียงของเมลเบิร์น ในฐานะศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้านการวิจัย นวัตกรรม และระบบการเงินของโลกอีกด้วย

สำหรับข้อมูลด้านตัวเลข โดยในส่วนของประเทศเนเธอร์แลนด์มีมูลค่าดัชนีสูงสุด (81.0) และครองอันดับต้น ๆ มาอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี จากข้อมูล 11 ปี นับตั้งแต่ที่มีการรายงานดัชนีบำนาญนี้มา ในขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำที่ 39.4

ส่วนค่าดัชนีย่อย ไอร์แลนด์ได้ค่าความเพียงพอสูงสุด อยู่ที่ 81.5 เดนมาร์กได้ค่าความยั่งยืนสูงสุดที่ 82.0 ในขณะที่ฟินแลนด์ได้ค่าความน่าเชื่อถือสูงสุดที่ 92.3 สำหรับค่าดัชนีย่อยต่ำสุดนั้น

ประเทศไทยได้รับค่าความเพียงพอต่ำสุดอยู่ที่ 35.8 และอิตาลีได้รับค่าความยั่งยืนต่ำสุด 19.0 ฟิลิปปินส์ได้ค่าความน่าเชื่อถือต่ำสุดอยู่ที่ 34.7

ดัชนีความยั่งยืนถือเป็นประเด็นปัญหาที่เด่นชัดในหลาย ๆ ประเทศในแถบอเมริกาใต้ และเอเชีย จากที่เห็นเด่นชัดในค่าเฉลี่ยความเพียงพอที่ได้เพียงเกรด D เท่านั้น เช่น ในตัวอย่างของประเทศชิลี แม้จะได้ค่าดัชนีย่อยนี้สูงถึง 71.7 แต่บราซิลและอาร์เจนตินากลับได้เพียง 27.7 และ 31.9 ตามลำดับ อาจคล้ายคลึงกับในประเทศแถบเอเชีย ที่สิงคโปร์ได้คะแนนสูงที่ 59.7 ในขณะที่ญี่ปุ่นได้เพียง 32.2 เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ประเทศในแถบยุโรปเองต้องเผชิญหน้ากับปัญหานี้เช่นกัน ยกตัวอย่าง เช่น ถึงแม้เดนมาร์กจะได้รับค่าดัชนีย่อยของความยั่งยืนสูงที่สุดถึง 82.0 แต่อิตาลีและออสเตรียได้ค่าดัชนีย่อยนี้เพียง 19.0 และ 22.9 เท่านั้น

แม้ปัจจัยที่ใช้คำนวณค่าดัชนีความยั่งยืนหลายตัวจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ยากแต่ยังมีตัวแปรอีกหลายตัวที่สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในระยะยาวของระบบให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ โดยข้อแนะนำจากรายงานนี้ยังครอบคลุมถึงการกระตุ้นหรือกำหนดระดับเงินออมให้สูงขึ้นสำหรับอนาคตได้ เช่น การเพิ่มอายุการเกษียณงานของภาครัฐอย่างค่อยเป็นค่อยไป และการเปิดโอกาสหรือการจูงใจให้ประชากรยืดอายุการทำงานออกไปอีกสักระยะก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกเช่นกัน

“ศ.ดีพ คาปูร์” ผู้อำนวยการ MCFS กล่าวว่า แม้บางประเทศจะยังใช้ระบบแบบกำหนดประโยชน์ทดแทน (defined benefits) ซึ่งอาจใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบ liability-driven investment แต่แผนเงินบำนาญแบบกำหนดเงินสมทบ (defined contribution) จะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการสะสมเงินออมเพื่อการเกษียณส่วนบุคคล และการเพิ่มโอกาสของผลตอบแทนจากการลงทุนที่ปรับด้วยความเสี่ยงให้สูงขึ้น ผ่านความหลากหลายของสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ จะมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

“การพิจารณาทบทวนเพื่อปรับอายุเกษียณให้สอดคล้องกับอายุขัยที่เพิ่มขึ้นนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศได้เริ่มขั้นตอนนี้ไปบ้างแล้ว ทั้งนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการของระบบบำนาญ”