ธปท.ถกสมาคมธนาคารไทย-บสย.จ่อผุดมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เอสเอ็มอีเชิงรุก หวังช่วยเหลือเอสเอ็มอีผิดนัดชำระหนี้ที่ถูกฟ้องร้อง 4 หมื่นล้านบาท เดินหน้าแก้ปัญหาปรับโครงสร้างหนี้ง่ายขึ้น เหตุหลักเกณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อทำให้ปรับโครงสร้างหนี้แบงก์-บสย.ยาก กระทบสินเชื่อแบงก์อื่นทำลูกหนี้ขาดสภาพคล่อง ด้านสมาคมธนาคารไทยยันทุกฝ่ายกำลังหาแนวทางการช่วยเหลือ
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้มีการพูดคุยกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) และสมาคมธนาคารไทย (TBA) เรื่องการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เนื่องจากที่ผ่านมามักมีคนบอกว่า ธปท.ออกหลักเกณฑ์ที่มีปัญหาทำให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ได้ ซึ่ง ธปท.เข้าไปดูและแก้ไขผ่อนคลายเกณฑ์ให้ชัดเจนว่า ธปท.เน้นให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงรุก และเพื่อให้ลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้
ทั้งนี้ หากดูจะพบว่าตอนนี้มีหนี้ที่เป็นหนี้ผิดนัดชำระหนี้อยู่ค่อนข้างมาก นโยบายที่ควรให้ความสำคัญ จะเป็นนโยบายการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่ง ธปท.ได้นำเสนอรัฐบาลและหารือกับสมาคมธนาคารไทย (TBA) เป็นหนี้ที่ปล่อยผ่านบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้การเข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น แต่ปัจจุบันพบว่ามีหนี้เกือบ 4 หมื่นล้านบาทที่ถูกฟ้องว่าผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเรื่อง ธปท.อยากให้เข้าไปช่วยปรับปรุงโครงสร้างหนี้กลุ่มนี้ได้อย่างไร
สำหรับลูกหนี้ บสย.ตามเกณฑ์เดิมจะค้ำประกันเป็นพอร์ต แต่เวลาที่เป็นหนี้เสียขึ้นมาตามข้อตกลงบอกว่าต้องฟ้องและก็ส่งให้ บสย. ซึ่ง บสย.ไม่มีกลไกความสามารถในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จะต้องอาศัยธนาคารเป็นคนปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และหากทุกคนเร่งฟ้องหมด ลูกหนี้ก็จะมีปัญหาเพราะทุกคนจะไปติดอยู่ในคดี ซึ่งกระทบกับวงเงินที่จะมีกับธนาคารอื่นๆ และธนาคารอื่นจะปล่อยสินเชื่อเพิ่มก็ปล่อยให้ไม่ได้ เช่น ลูกหนี้มีหนี้ 100 บาท มีหลักประกันสัก 60 บาท และไปเอากับ บสย.อีก 40 บาท และหากเป็นหนี้เสียกลายเป็นมีเจ้าหนี้ 2 ราย ทำให้การปรับโครงสร้างหนี้ก็ปรับยากมาก
“ธปท.ได้ฝากการบ้านให้สมาคมธนาคารไทย และ บสย.และมีทีมกำลังดูอยู่ว่าจะปรับกฎเกณฑ์อย่างไรเพื่อจะช่วยตรงนี้ได้ เพราะมีลูกหนี้หลายหมื่นรายที่อยู่ในสภาวะแบบนี้ ทำให้มันถูกล็อกอยู่ เราต้องให้ความสำคัญการปรับปรุงโครงสร้างหนี้มากขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้เอสเอ็มอี และก็อยากเห็นธนาคารพาณิชย์ปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงรุกมากขึ้น ส่วนกลุ่มเอสเอ็มอี อาจจะต้องดูเป็นรายลูกหนี้ อยากให้ธนาคารเข้าไปดูลูกหนี้รายต่างๆ ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ ซึ่งการดูแลลูกหนี้เป็นธรรมเนียมในการปฏิบัติ แต่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควรจะทำเป็นพิเศษ”
นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ภายใต้แนวทางปฏิบัติตอนนี้ คือ ธนาคารจำเป็นต้องฟ้องลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระก่อน เพื่อเรียกร้องหลักประกันจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ภายใต้โครงการค้ำประกันหนี้เอสเอ็มอีของ บสย.นั้น ซึ่งกระบวนการนี้เป็นอุปสรรคต่อการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกค้าเอสเอ็มอี เนื่องจากภายใต้กฎเกณฑ์ความเสี่ยงด้านกฎกติกา ทำให้ธนาคารไม่กล้าจะปล่อยวงเงินเพิ่มเติมให้กับลูกค้าที่ผิดนัดชำระ เพราะเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อเอ็นพีแอลและการตั้งสำรองหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงต้องหาแนวทางร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

“แนวทางแก้ปัญหายังไม่รู้เลย แต่เรายกปัญหานี้ขึ้นมาว่านี่คือปัญหา ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องไปหาแนวทางแก้ปัญหาไปคิดกันมาและมาประชุมร่วมกันอีกที ซึ่งแต่ละคนก็ต้องไปดูมา เช่น คนที่ดูกฎธปท.ก็ดูมา อีกคนดู บสย.ก็ไปคิดมา และแนวทางทุกอย่างน่าจะเกิดขึ้นภายในวันที่ 7 มกราคมนี้”