เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

งบประมาณ 63 ส.ส.อภิปรายเหงา 3.2 ล้านล้าน ฝ่ายค้านบี้ ถลุงเงินประชารัฐ-กองทัพ

05 ม.ค. 2563 | 21:15น.

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวันที่ 8 – 9 มกราคม 2562 ไม่เข้มข้น ไม่ดุเดือด คอการเมืองประเภทฮาร์ดคอร์อาจไม่ถูกใจ

ล่าช้ากว่าปฏิทินปีงบประมาณมากว่า 4 เดือน ทำให้งบประมาณกว่า 3.2 ล้านล้านบาท “ค้างท่อ” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 สภาผู้แทนราษฎร “กาปฏิทิน” พิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 8-9 มกราคม 2563 มีการ “ปรับลด” ตามมติของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ จำนวน 16,231,217,700 บาท จัดสรรเพื่อให้ส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอตามความเหมาะสมและจำเป็น จำนวน 13,177,466,400 บาท

จัดสรรให้หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญและองค์กรอัยการ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 วรรคสอง จำนวน 3,053,751,300 บาท มาตรา 5 แปรญัตติ “ขอเพิ่ม” ข้อความเป็น อาทิ การใช้ “งบฯราชการลับ” การจัดการประชุม สัมมนาและการเดินทางไปต่างประเทศ และการขอขยายระยะเวลาโครงการ-ผูกพันข้ามปี ต้องรายงาน-ได้รับอนุญาตจากประธานรัฐสภา

“มาตรา 5/1 การใช้งบฯราชการลับให้ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายรายงานการสั่งจ่ายงบฯราชการลับต่อประธานรัฐสภา ทุกเดือนผ่านนายกรัฐมนตรี หากมีงบฯราชการลับให้คืนเป็นรายได้แผ่นดิน”

“มาตรา 5/2 รัฐบาลต้องไม่เปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายอื่นเป็นงบฯราชการลับ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากประธานรัฐสภา”

“มาตรา 5/3 ในเดือนสิงหาคมและกันยายน หน่วยรับงบประมาณจะจัดประชุม สัมมนา การเดินทางไปต่างประเทศมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากประธานรัฐสภา”

“มาตรา 5/4 หน่วยรับงบประมาณจะทำโครงการขอขยายเวลาในการใช้งบประมาณในปีต่อไป หรือทำโครงการผูกพันงบประมาณในปีต่อไป ต้องได้ความเห็นชอบจากประธานรัฐสภา”

ซึ่งเสียงข้างมากในที่ประชุมสภา ได้อนุมัติตามที่ขอ….

โดยเฉพาะมาตรา 6 งบประมาณรายจ่าย “งบฯกลาง” ที่ตั้งงบประมาณไว้ “สูงลิบ” จำนวน 518,770,918,000 บาท มีกรรมาธิการขอความเห็น-ส.ส.ขอแปรญัตติ “ปรับลดลง” จำนวนมาก อาทิ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 96,000,000,000 บาท เงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง จำนวน 500,000,000 บาท และการขอแปรญัตติเพิ่มความเป็น มาตรา 6/1 รัฐบาลต้องไม่เปลี่ยนแปลงงบประมาณรายจ่ายงบฯกลางเพื่อนำไปใช้ในโครงการที่มีผลผูกพันต่องบประมาณในปีต่อ ๆ ไป เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากประธานรัฐสภา

ในมาตรานี้ มี  กมธ.เสียงข้างน้อยอภิปรายขอให้ปรับลด “งบกลาง” ประเภทเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน ลดลงจาก 96,000 ล้านบาท เช่น  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอตัดงบกลาง 20,000 ล้านบาท โดยกังวลว่าจะมีการใช้งบประมาณผิดประเภท อาจนำไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ หรือนำไปจ่ายค่าเสียหายกรณีปิดเหมืองทองอัครา อีกทั้งยังมีงบสำรองอีก 50,000 ล้านบาท ซึ่งสำรองไว้นอกงบประมาณตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณปี 2561 ไว้อยู่แล้ว

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ขอปรับลด ให้ลดลงอีกร้อยละ 15 เนื่องจากรัฐบาลสำรองไว้เกินความจำเป็น พฤติกรรมการใช้เงินของรัฐบาลมีความน่าสงสัย ใช้เงินไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของเงินสำรองจ่ายเพื่อฉุกเฉินหรือจำเป็น

แต่ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในมาตรา 6 ตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากไม่มีการแก้ไขด้วยมติ เห็นด้วย 239 ไม่เห็นด้วย 78 งดออกเสียง 148 เสียง ไม่มีการแก้ไข

มาถึงมาตรา 8 งบประมาณรายจ่ายของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ จำนวน 125,918,522,500 บาท ถูก “ขอหั่น” ทุบหม้อข้าวกองทัพ เหลือ 124,400,250,000 บาท

กองทัพบก 52,943,083,300 บาท เหลือ 52,103,193,700 บาท กองทัพเรือ 25,229,478,500 บาท เหลือ 25,065,956,200 บาท กองทัพอากาศ 29,670,466,300 บาท เหลือ 29,326,466,300 บาท กองบัญชาการกองทัพไทย 10,868,253,600 บาท เหลือ 10,781,960,800 บาท

อย่างไรก็ตาม ในมาตรานี้มี ผู้แปรญัตติขอปรับลดงบกองทัพ เช่น นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า เรือดำน้ำ 2 ลำที่กระทรวงกลาโหม จัดซื้อของจีน เป็นรุ่น S-26 TYuan Class ทหารเรือส่วนมากอยากได้รุ่นที่ดีกว่านี้เพราะอ่าวไทยตื้น ความลึกเฉลี่ยอ่าวไทยอยู่ที่ 40-50 เมตร หากดำลงไปก็คงปักเลน ดูแล้วไร้เหตุผลที่จะซื้อเรือดำน้ำปักเลนราคา 22,500 ล้านบาท ดังนั้น สภาฯเท่านั้นที่จะหยุดเรือดำน้ำได้

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กมธ.เสียงข้างน้อย กล่าวว่า ขอตัดงบเกี่ยวกับทหารเกณฑ์ลง 20.83% หรือ 3,122 ล้านบาท เพราะขณะนี้มีทหารกองประจำการ 120,000 คน ในจำนวนนี้ต้องไปเป็นพลทหารรับใช้ 25,000 คน ต้องไปถือผ้าเช็ดรถ ซักผ้า เลี้ยงไก่ แทนการถือปืน นายพลโตแล้วควรซักผ้าเองได้

ซึ่งการโหวตมีเสียงเห็นด้วยกับงบที่ตั้งไว้ ด้วยเสียง  247 ต่อ 195 และงดออกเสียง 11 เสียง ซึ่งเสียงฝ่ายค้านส่วนใหญ่โหวตไม่เห็นด้วย แต่ปรากฏว่ายังมีเสียงฝ่ายค้าน นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย ลงคะแนนงดออกเสียง

สำหรับมาตราอื่นๆ ที่น่าสนใจ  เช่น มาตรา 52 งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบุคลากรภาครัฐ ที่ “สูงขึ้น” สวนทางกับแผน “ลดกำลังคน” จากจำนวน 777,267,620,100 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 777,549,875,400 บาท โดยมีการสงวนความเห็น-แปรญัตติหน่วยงานขององค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ปรับลด ร้อยละ 50

มาตรา 53 งบประมาณรายจ่ายสำหรับทุนหมุนเวียน จำนวน 202,268,635,400 บาท ที่ถูกปรับเพิ่มเป็น 204,173,895,700 บาท อาทิ ปรับลด “เงินประชารัฐ” จากกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม 40,000,000,000 บาท จะถูกสงวนความเห็น-แปรญัตติ “ปรับลด” กึ่งซักฟอกแบบคาบลูกคาบดอก

ทว่า “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ต้องใช้กำลังภายใน “ดึงกลับ” คืนให้ “สุวิทย์ เมษินทรีย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม หลังจากถูก “แปลงสาร” ดิสเครดิตเป็นการใช้เงิน “วิจัยข้าวต้มมัด” 8,000 ล้านบาท

ขณะที่ “งบฯอีอีซี” ที่ถูกปรับลด จาก 17,009,095,000 บาท เหลือ 16,036,514,700 บาท จะถูกชำแหละ-ตีแผ่ความล้มเหลวของโครงการ และงบฯบูรณาการพัฒนา-ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากที่ถูกหั่น จาก 3,185,556,700 บาท ลดลงเหลือ 3,018,446,600 บาท

แต่ส่วนที่ “งอก” ขึ้นมา คือ การจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จำนวน 27,576,100 บาท เพิ่มขึ้นไว้ในส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกฯเกือบทุกกระทรวง-หน่วยงาน-จังหวัด ถูกหั่นลด-ผ่าครึ่ง เพื่อกองรวม ก่อนจัดสรร-แบ่งเค้กลงพื้นที่ทุกภาค ยกเว้น มาตรา 36 งบประมาณรายจ่ายของส่วนราชการในพระองค์ ไม่มีการแก้ไข