เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คดียึดทรัพย์ทำสถิติสูงสุดรอบ5ปี อายัดเงินเดือนลูกหนี้รายย่อยพุ่ง

06 ก.พ. 2563 | 18:45น.

เศรษฐกิจชะลอตัวคดีฟ้องยึดทรัพย์พุ่ง ปี’62 สถิติบังคับคดีทะลุ 3 แสนคดีสูงสุดรอบ 5 ปี มูลหนี้สูงถึง 1.65 ล้านล้าน เปิดไส้ใน 80% เป็นลูกหนี้รายย่อย “บัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล-เช่าซื้อรถ” ประชาชนถูก “อายัดเงินเดือน” เพราะไม่มีทรัพย์สินให้ยึด ด้านอธิบดีเร่งแผนขายทอดตลาด ระบายทรัพย์สินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แจงผลงานปลดล็อกได้แล้วกว่า 1.6 แสนล้าน

คดีทำสถิติสูงสุดรอบ 5 ปี

นางอรัญญา ทองน้ำตะโก อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง ประกอบกับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาของค่าเงินบาทได้ส่งผลกระทบให้ภาคธุรกิจประสบปัญหา ทำให้มีการปิดกิจการ เลิกจ้างงานที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ จากภาวะเศรษฐกิจดังกล่าวจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คดีเกิดใหม่ที่เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีเพิ่มขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนคดีและในแง่ของมูลค่าทรัพย์สินที่เข้าสู่การบังคับคดี

อรัญญา ทองน้ำตะโก

โดยในปีงบประมาณ 2562 (ต.ค. 2561-ก.ย. 2562) ที่ผ่านมา มีสำนวนคดีทั้งคดีแพ่ง และคดีล้มละลาย เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีทั้งสิ้น 314,126 คดี เพิ่มขึ้น 8.30% จากปีงบประมาณ 2561 ซึ่งมีมูลหนี้ตามคำฟ้องสูงถึง 1.65 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าทรัพย์สินที่เข้าสู่การบังคับคดี 183,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.02% ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2563 (ต.ค.-ธ.ค. 2562) มีคดีเข้ามาแล้ว 86,269 เรื่อง มูลหนี้ 1.1 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558-2562) มูลค่าทรัพย์สินที่เข้าสู่การบังคับคดีเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 20% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีแพ่ง โดยแนวโน้มในปีงบประมาณ 2563 นี้ก็เช่นกัน เบื้องต้นคาดว่าทั้งปี มูลค่าทรัพย์สินที่เข้ามาน่าจะเพิ่มขึ้นอีก 20% ขณะที่จำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการบังคับคดี น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 9% หรืออยู่ที่กว่า 345,000 คดี

คดี 80% เป็นหนี้ครัวเรือน

อธิบดีกรมบังคับคดีกล่าวว่า คดีที่เข้ามาสู่กระบวนการบังคับคดี ส่วนใหญ่จะเป็นคดีอายัดทรัพย์มากกว่ายึดทรัพย์ เนื่องจากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินให้ยึด จึงต้องเป็นการดำเนินคดีด้วยการอายัดเงินเดือน, โบนัส และเงินฝาก เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นประเภทหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล หนี้เช่าซื้อหรือลีสซิ่งรถยนต์ อย่างในไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2563 เรื่องที่เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีเป็นการอายัดทรัพย์ถึงราว 79% จากคดีทั้งหมด ซึ่งแนวโน้มการอายัดทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี กฎหมายกำหนดให้อายัดได้เฉพาะเงินเดือนส่วนที่เกินกว่า 20,000 บาท คือ จะต้องมีเงินเหลือให้ไว้สำหรับการดำรงชีวิต กรณีที่เงินเดือนน้อยกว่า 2 หมื่นบาท ก็จะต้องไปรออายัดในส่วนของโบนัส

นางอรัญญากล่าวว่า หากภาวะเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะปัจจุบันที่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หากปัญหาลากยาวออกไปก็อาจจะทำให้มีคดีเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีมากขึ้น

“ที่ผ่านมาจะเห็นเลยว่า ช่วงไหนที่เศรษฐกิจขาลง งานของกรมบังคับคดีจะมากขึ้น ซึ่งเราก็มีหน้าที่ต้องยึด-ขาย-อายัด โดยที่มีการอายัด ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้รายย่อย หนี้ครัวเรือน บางคนก็ทำงานในรัฐวิสาหกิจ หรืออยู่บริษัทใหญ่ ๆ แต่ก็ไม่มีทรัพย์สินให้ยึด ก็ต้องอายัดบัญชีเงินเดือนต่อเนื่องทุกเดือน ทั้งนี้ การอายัดบัญชีเงินเดือน เราก็จะอายัดตามสัดส่วน หรือประมาณกึ่งหนึ่งของเงินเดือนเพื่อนำมาชำระหนี้ จะไม่ได้อายัดทั้งหมด เพราะต้องเหลือไว้ให้ลูกหนี้สามารถดำรงชีพได้” นางอรัญญากล่าว

ปี’62 ระบายทรัพย์ 1.6 แสนล้าน

นางอรัญญากล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กรมบังคับคดีก็มีการเร่งผลักดันระบายทรัพย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีเงินกลับเข้าไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดยปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมา ก็สามารถผลักดันทรัพย์สินออกจากกระบวนการบังคับคดีได้เป็นมูลค่ากว่า 160,164 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 145,506 ล้านบาท โดยพื้นที่ที่มีการผลักดันทรัพย์สินออกไปได้สูงสุด ได้แก่ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี และสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 4 มีมูลค่ารวมกันกว่า 22,100 ล้านบาท

ทั้งนี้ การระบายทรัพย์สินให้ออกจากกระบวนการบังคับคดีนั้น นอกจากการ “ขายทอดตลาด” ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี อีกส่วนจะเป็นการถอนทรัพย์ และงดการบังคับคดี ซึ่งเกิดจากการที่กรมบังคับคดีมีการนโยบายเชิงรุก ในการเปิดให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นบังคับคดี ก่อนที่จะนำไปสู่กระบวนการยึดทรัพย์ โดยเฉพาะในกลุ่มหนี้เปราะบาง ได้แก่ หนี้รายย่อย หนี้บัตรเครดิต หนี้เอสเอ็มอี หนี้ กยศ. และหนี้เกษตรกร

จากที่ปีงบประมาณ 2562 ที่มีการผลักดันทรัพย์ออกไปได้ทั้งหมด 160,164 ล้านบาท เป็นการขายทอดตลาด 68,700 ล้านบาท งดการบังคับคดี 24,302 ล้านบาท และถอนการบังคับคดี 67,163 ล้านบาท

เร่งแผนขายทอดตลาด

สำหรับช่วงไตรมาสแรกปีงบประมาณ 2563 (ต.ค-ธ.ค. 2562) มีการผลักดันทรัพย์สินไปแล้วกว่า 43,475 ล้านบาท โดยปีนี้กรมก็มีนโยบายเร่งรัดผลักดันทรัพย์ มีนโยบาย 5 เร่ง คือ 1.เร่งอนุญาตขาย เพราะกฎหมายใหม่เปิดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอนุญาตขายได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน 2.เร่งประชุมคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ โดยเฉพาะทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง 3.เร่งประกาศขาย 4.เร่งทำบัญชีรับจ่าย เพื่อคืนเงินให้เจ้าหนี้ และ 5.เร่งรัดคดีเสร็จดำเนินการ

“วันนี้ในส่วนภูมิภาคก็มีการเร่งขายทอดตลาดทรัพย์ในวันเสาร์ด้วย รวมถึงมีจัดมหกรรมขายทอดตลาดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เป็นการขยายฐานลูกค้าที่สนใจซื้อทรัพย์มือสอง โดยปีนี้กรมมีนโยบายว่า หากคดีเข้าไม่มีปัญหาคัดค้าน ต้องผลักดันการขายให้ได้ภายใน 150 วัน นับตั้งแต่วันที่ยึด จนถึงวันที่ขายทอดตลาดนัดแรก”

รวมทั้งปีนี้มีนโยบายที่จะเร่งรัดจัดการคดี โดยรื้อทรัพย์ในคดีล้มละลายที่ค้างอยู่ยังไม่ได้ขายเนื่องจากปัญหาต่าง ๆ เรียกว่าจะปีทองของการรื้อทรัพย์เพื่อนำออกขาย ซึ่งก็จะมีหลาย ๆ กรณีที่ต้องเร่ง หากขายได้ก็จะผลักดันเงินไปสู่เจ้าหนี้ได้ เพราะคดีล้มละลายจะมีเจ้าหนี้หลายราย โดยจะเน้นคดีที่ค้างนานเกิน 10 ปี และมีทุนทรัพย์สูง

หนี้ครัวเรือนพุ่ง 13.24 ล้าน ล.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือน ล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 มียอดคงค้างอยู่ที่ 13.24 ล้านล้านบาท คิดเป็น 79.1% ของจีดีพี เร่งตัวขึ้นจากไตรมาส 2/2562 ซึ่งหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ 13.08 ล้านล้านบาท คิดเป็น 78.7% ของจีดีพี หรือเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 แสนล้านบาท