Skip to content

เหลียวมอง 5G ทั่วโลก ก่อนเดินหน้าพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

20 ก.พ. 2563 | 15:32น.
เหลียวมอง 5G ทั่วโลก ก่อนเดินหน้าพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

ผ่านพ้นไปแล้วกับการประมูลคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 5G จากนี้คงต้องมาลุ้นกันว่า 5G ในประเทศไทยหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร และเปิดบริการได้ก่อนเดือน ก.ค. 2563 ตามที่ “กสทช.” คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตั้งเป้าไว้หรือไม่

แต่ก่อนจะถึงวันนั้น “วุฒิชัย วุฒิอุดมเลิศ” หัวหน้างานฝ่ายเน็ตเวิร์กโซลูชั่นส์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด ได้อัพเดตเทคโนโลยี 5G ที่สำคัญ โดยระบุว่า การขยายโครงข่าย 5G ได้ทำลายสถิติของเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีการเปิดโครงข่ายใหม่อย่างรวดเร็วมาก ปัจจุบันมีโครงข่ายที่ให้บริการเชิงพาณิชย์แล้ว 80 โครงข่าย ใน 23 ประเทศทั่วโลก เนื่องด้วยเป็นเทคโนโลยีที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง และเชื่อว่าจะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรม ในฐานะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ

โอกาสเพิ่มรายได้ 20%

นอกจากนั้น ในการสำรวจของ EricssonMobility Report 2019 ได้คาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีผู้ใช้งาน 5G มากถึง 2,600 ล้านคนทั่วโลกหรือ 65% ของประชากรทั้งหมด และคิดเป็น 45% ของปริมาณการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตทั้งโลก

ทั้งยังมีการประเมินว่า หากค่ายมือถือใดไม่มีบริการ 5G ให้ลูกค้า จะทำให้ลูกค้า 50% ย้ายไปใช้บริการกับผู้ให้บริการรายอื่นภายใน 6 เดือน

แต่ถ้าหากมีบริการ 5G จะทำให้มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% จากประสิทธิภาพการให้บริการที่สูงขึ้น ทั้งยังทำให้ต้นทุนในการวางโครงข่ายต่อ GB (gigabyte) ลดลงถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับการลงทุน 4G

โดยอีริคสันได้ประเมินว่า 5G จะส่งผลให้ตลาดทั่วโลกในแง่ของ enhanced mobile broadband (eMBB) ที่เพิ่มศักยภาพการรับ-ส่งข้อมูล ความเร็วสูงในกลุ่มองค์กรธุรกิจ มีมูลค่า 870 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดสำหรับผู้ใช้งานตามบ้านและ SMEs ในรูปแบบ fixed wireless access มีมูลค่าราว 80-110 พันล้านบาท ตลาดอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่จะทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลด้วยการเชื่อมต่อจำนวนมากด้วยอินเทอร์เน็ตออฟทิงส์ การสื่อสารระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักร และการสื่อสารกับระบบที่ต้องการความแม่นยำสูง จะมีมูลค่า 190-580 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เฟสแรกเจาะตลาดคอนซูเมอร์

แต่ในการเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ของโอเปอเรเตอร์ทั่วโลกในปัจจุบันนั้น เกือบทั้งหมดเป็นการใช้ในรูปแบบของการเพิ่มศักยภาพในการรับ-ส่งข้อมูลที่รวดเร็วขึ้น โดย “on-top” ให้กับแพ็กเกจโมบายอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับการสตรีมมิ่งคอนเทนต์ที่มีความคมชัดสูงอย่างคอนเทนต์ 8K คอนเทนต์เสมือนจริง AR/VR และเกมออนไลน์ หรือ “ขายพ่วง” พร้อมกับอุปกรณ์เกมมิ่ง อุปกรณ์ AR/VR

อุปสรรคหนึ่งในการเข้าถึง 5G ณ ขณะนี้ คือ แฮนด์เซตในฝั่งผู้บริโภคยังมีราคาสูงกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ในฝั่งโครงข่ายปัจจุบันยังเป็นการต่อยอด 4G ในรูปแบบของ 5G nonstandalone (NSA) ซึ่งหากต้องการให้ใช้ 5G ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ รองรับไปสู่บริการใหม่ ๆ อย่างการผ่าตัดทางไกล รถยนต์ไร้คนขับ จะต้องลงทุนอัพเกรดโครงข่ายไปสู่ 5G standalone (SA) และการปรับปรุงการเชื่อมต่อระหว่างสถานีฐานกับชุมสาย

ซึ่งภายในปีหน้าจะเห็นการลงทุนในส่วนนี้ชัดเจนขึ้น เพราะจริง ๆ การใช้งาน 5G ในภาคอุตสาหกรรม จะทำให้เห็นความแตกต่างจาก 4G อย่างมาก แต่ถ้าเป็นการใช้งานของคอนซูเมอร์จะไม่เห็นความแตกต่างมากนัก

“สิงคโปร์ยังไม่เร่งเปิดบริการ 5G แต่มีแผนจัดสรรคลื่นไว้พร้อมให้บริการ 5G บน 5G standalone ในเดือน ม.ค. 2564 ซึ่งสอดคล้องกับการมาถึงของฮาร์ดแวร์ที่รองรับ จึงถือเป็นเปิดบริการอย่างก้าวกระโดด”

“ไทย” ยังต้องรอ 3500 MHz

“ความถี่เป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญ อีโคซิสเต็มของฮาร์ดแวร์ ตั้งแต่เซ็นเซอร์ถึงแฮนด์เซต แพลตฟอร์มในการบริหารจัดการดาต้าสำหรับคอร์เน็ตเวิร์ก” หัวหน้างานฝ่ายเน็ตเวิร์กโซลูชั่นส์ อีริคสัน (ประเทศไทย) กล่าวและว่า ภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเรื่องคลื่นความถี่เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มที่เข้มแข็งและเอื้อต่อการลงทุน ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ ความพร้อมใช้งานของคลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรร และการจัดสรรคลื่นเพิ่มเติมโดยเฉพาะอย่างยิ่งย่าน 3500 MHz

“การพัฒนาคอร์เน็ตเวิร์ก ให้เป็น 5G standalone ความถี่ 3500 MHz สำคัญ เพราะมีอีโคซิสเต็มฮาร์ดแวร์แล้ว ขณะที่คลื่น 2600 MHz ในสหรัฐอเมริกา มีแค่ SPRINT เพียงรายเดียวที่ใช้ เช่นเดียวกับในจีนที่มีแค่ไชน่าโมบายที่ใช้ จึงมีความจำกัดในแง่ของอุปกรณ์”

พัฒนายั่งยืนต้องลดโลกร้อน

ขณะเดียวกัน เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องใส่ใจถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจาก 5G จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก

และในการพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ 2G 3G มาจนถึง 4G สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ยิ่งพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวล้ำมากขึ้นใด ยิ่งทำให้เกิดการใช้พลังงานมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ถ้าเราไม่ทำอะไร 5G จะยิ่งกลายเป็นตัวเพิ่มสภาวะโลกร้อนได้มากขึ้น เพราะยิ่งเทคโนโลยีสูง ยิ่งใช้พลังงานมาก”

ฉะนั้น ในบรรดาผู้ประกอบการจึงจะต้องมีการคิดออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานลดลง หรือการใช้พลังงานทางเลือกที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม

“แค่เฉพาะโครงข่ายยิ่งเทคโนโลยีสูง ก็ใช้พลังงานมาก ฉะนั้น หากมีการออกแบบโครงข่ายให้เหมาะสมกับพื้นที่ก็จะมีส่วนช่วยได้มาก อาทิ เป็นพื้นที่ประชากรเบาบางก็ควรจะติดตั้งโครงข่ายที่ไม่ต้องใช้ย่านความถี่สูง ซึ่งกินพลังงานมาก ไปจนถึงกระทั่งการมี sleep mode เมื่อไม่มีผู้ใช้งาน”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

5G