กกพ.ดึง โมเดล Kansai รับเทรนด์ “ผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง”
แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามเทคโนโลยียุคใหม่ ซึ่งจะมีผลให้ต้นทุนพลังงานมีราคาถูกลง และด้วยพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไปจากผู้บริโภคหันมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ prosumer มากขึ้น ย่อมจะส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานในอนาคต
ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล “สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน” หรือสำนักงาน กกพ. จำเป็นต้องเตรียมรูปแบบการกำกับดูแลให้ทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าต้องสะท้อนความเป็นจริง
ล่าสุด กกพ.ได้นำคณะลงพื้นที่ศึกษาโมเดล บริษัท Kansai Electric Power ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอันดับ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่น มีสัดส่วนตลาด 14% กระจายไฟฟ้าในจังหวัดคันไซเป็นหลัก มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำ 19% พลังงานหมุนเวียน 24% และพลังงานความร้อน 57% และมีแนวโน้มจะเพิ่มการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคตด้วย (solar cell) ปัจจุบันบริษัท Kansai ได้ตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 74,000 แผง ในชื่อ Sakai Solar Power Station ขนาด 10 เมกะวัตต์ 3 แห่ง คือ แห่งที่ 1 สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 2,850 กิโลวัตต์ แห่งที่ 2 สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 3,450 กิโลวัตต์ และแห่งที่ 3 สามารถผลิตไฟฟ้า 3,700 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ บริษัทยังขยายการลงทุนไปกว่า 11 ประเทศ กว่า 18 โครงการ กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 2,804 เมกะวัตต์ รวมการลงทุนในประเทศไทยด้วย
ผลการศึกษาพบว่า ญี่ปุ่นยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ไม่เปิดกว้างให้เปิดขายไฟฟ้าให้กันเองได้ แต่เพื่อการรองรับในอนาคต บริษัท Kansai จัดทำโมเดล การนำเทคโนโลยีระบบบล็อกเชนเข้ามาทดสอบเปิดซื้อ-ขายไฟฟ้า โดยการประมูลราคาผ่านระบบ โดยมีเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมสนับสนุน ในระหว่างการทดลองเห็นว่า “ระบบราคาค่าไฟฟ้า” ยังพบอุปสรรคโดยเฉพาะการซื้อ-ขายได้นั้นราคาจะต้องตรงใจทุกฝ่าย การเปิดซื้อ-ขายได้เป็นช่วงเวลา ถึงจะเกิดการซื้อ-ขายครั้งนั้นได้
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นใช้ระบบ feed-in tariff หรือ FIT ในการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งราคาซื้อ-ขายคงที่อยู่ที่ 48 เยนต่อหน่วย ต่อมาอยู่ที่ 18 เยนต่อหน่วย จากแนวโน้มที่ค่าไฟฟ้าถูกลง และแนวโน้มจะยิ่งถูกลง บริษัทจำเป็นต้องพิจารณาหาความคุ้มค่าในการซื้อ-ขายในอนาคต เช่นเดียวกับประเทศไทยที่มีแนวคิดจะเปิดซื้อ-ขายไฟให้กับ prosumer “นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์” เลขาธิการสำนักงาน กกพ.ระบุว่า หากไทยจะดำเนินการ จำเป็นต้องปลดล็อกการกำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ซื้อไฟฟ้าเพียงรายเดียวแบบ enhancing single buyer (ESB)
ประเด็นนี้ ทาง กกพ.อยู่ระหว่างเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณา เพื่อให้มีผลทางปฏิบัติในเดือนเมษายน 2563 โดยสนับสนุนให้เปิดตลาดซื้อ-ขายไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า peer to peer energy trading (P2P) หรือระบบการซื้อขายไฟฟ้ากันเองระหว่างประชาชนกับประชาชน หรือระหว่างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนกับชุมชนโดยรอบพื้นที่ เพื่อให้โครงการนำร่องในการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีสนับสนุนการบริหารพลังงาน (ERC sandbox) ดำเนินการได้จริง
“กกพ.จำเป็นต้องศึกษาพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าและรับรู้ถึงแหล่งผลิตไฟฟ้าด้วย เพราะปัจจุบันยังมีข้อมูลน้อยมาก ทั้งนี้ เพื่อง่ายในการดูแลและวางมาตรการในการกำกับดูแล เรื่องกฎหมายก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปลดล็อกให้เอื้อต่อการเดินหน้านโยบาย เพราะทางญี่ปุ่นเองก็ยังไม่สามารถเปิดให้มีการดำเนินการจริง ติดปัญหากฎหมายที่ยังไม่สามารถเปิดซื้อ-ขายไฟฟ้ากันเองได้”
สำหรับการดูแลอัตราค่าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ปัจจุบัน อีก 2 งวดของปี 2563 คือ งวด (พ.ค.-ส.ค. 63) และงวด (ก.ย.-ธ.ค. 63) ยังคงอัตราค่าเอฟทีที่ 3.640 บาทต่อหน่วย จากงวด ม.ค.-เม.ย. 63 ติดลบอยู่ที่ 11.60 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้อัตราค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายอยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย และค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ 3.7556 บาทต่อหน่วย เนื่องจากยังมีวงเงินคงเหลือจาก 3 การไฟฟ้าที่ขอนำไปลงทุนแต่ไม่ได้ลงทุนตามแผน 1,000 ล้านบาท ที่เข้ามาช่วย
พร้อมกันนี้ กกพ.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคิดค่าบริการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้ากับกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง และต้องการขายไฟฟ้าเข้าระบบ ที่คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ภายในช่วงไตรมาส 3-4 ปี 2563 และจะประกาศใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นไป