เมื่อน้ำมัน ‘ท่วม’ จากพิษไวรัส โลกใกล้จะหมดคลังจัดเก็บ
คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
โดย นงนุช สิงหเดชะ
อิทธิฤทธิ์ของไวรัสโควิด-19 ที่สร้างวิกฤตรุนแรงในขณะนี้ สร้างความ “ช็อก” หลายอย่างให้กับโลกชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หนึ่งในนั้นคือราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าของสหรัฐ West Texas Intermediate (WTI) กำหนดส่งมอบเดือนพฤษภาคม ปิดตลาดเมื่อวันที่ 20 เมษายน ในระดับติดลบ 37.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือลดลงมากกว่า 100% ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ราคาไม่เพียงเหลือศูนย์ หากแต่ติดลบด้วยซ้ำไป
ราคาติดลบขนาดนี้ หมายความว่านอกจากผู้ขายจะไม่ได้รับเงินแล้ว กลับต้องแถมเงินให้กับผู้ซื้ออีกด้วย ถ้าเปรียบกับธนาคารในช่วงดอกเบี้ยติดลบ ก็หมายความว่าผู้ฝากเงินต้องจ่ายค่าฝากให้กับธนาคาร
ราคาน้ำมัน WTI ถูกใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงการซื้อขายน้ำมันดิบในทวีปอเมริกาเหนือ มีความเป็นสากลน้อยกว่าน้ำมันดิบเบรนต์ที่ผลิตในทะเลเหนือ โดยเบรนต์ถูกใช้เป็นราคาอ้างอิงสำหรับการซื้อขายน้ำมันในทวีปแอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง หรือเท่ากับว่าน้ำมัน 2 ใน 3 ของโลก ใช้เบรนต์เป็นเกณฑ์อ้างอิง
เหตุที่ WTI ดิ่งลงจนติดลบก็สืบเนื่องมาจากไวรัสโควิด ที่ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจทั่วโลกชะงัก เริ่มจากสายการบินทั่วโลกต้องระงับการบินระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด ต่อมาเมื่อรัฐบาลแต่ละประเทศต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์ประเทศหรือปิดเมือง ประชาชนส่วนใหญ่ต้องอยู่กับบ้าน การใช้รถยนต์และยานพาหนะต่าง ๆ น้อยลง ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ที่ต้องใช้พลังงานจากน้ำมันก็ซบเซาลงไปด้วย
เมื่อเป็นเช่นนั้น น้ำมันที่มีอยู่จึงล้นตลาด นำไปสู่ปัญหาการไม่มีคลังหรือแท็งก์สำหรับจัดเก็บน้ำมัน เมื่อผู้ที่ทำสัญญาซื้อน้ำมันเห็นปัญหานี้จึงต้องเทขายสัญญาน้ำมันออกมาในราคาขาดทุน เพราะเสี่ยงจะไม่มีที่เก็บ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่าคลังสำหรับจัดเก็บน้ำมันของสหรัฐที่เมืองคูชิง ในรัฐโอคลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดหลักในการส่งมอบน้ำมันนั้นคาดว่าจะเต็มภายในไม่กี่สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม การติดลบของ WTI ก็เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงใกล้หมดสัญญาการดัมพ์ขายจึงมากเป็นพิเศษ ในขณะที่รอบต่อไปตลาดจับตาสัญญาของเดือนมิถุนายนค่อนข้างมาก เนื่องจากโดยปกติแล้วมักเป็นช่วงที่มีการซื้อขายคึกคักมากที่สุด และตลาดมักใช้เป็นตัวกำหนดทิศทางราคาในอนาคต โดยพบว่าการซื้อขายในวันอังคารที่ 21 เมษายน อยู่ที่ 16.61 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือลดลง 18.7%
เบอร์นาเดตต์ จอห์นสัน รองประธาน เอ็นเวอรัส ซึ่งให้บริการข้อมูลและการวิเคราะห์อุตสาหกรรมพลังงาน ระบุว่า สัญญาน้ำมัน WTI เดือนมิถุนายนจะตกอยู่ใต้แรงกดดันต่อไป ราคาจะลดลงไปอีกตราบเท่าที่ความต้องการยังไม่กลับมา คาดว่าในระยะใกล้ราคา WTI จะอยู่ระหว่าง 10-12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้าน สำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐ เปิดเผยว่า ปริมาณน้ำมันคงคลังประจำสัปดาห์ ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 10 เมษายน เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 19.2 ล้านบาร์เรล สะท้อนว่าความต้องการใช้น้ำมันแทบไม่มีเลย ภาวะเช่นนี้ทำให้นักวิเคราะห์จาก โกลด์แมน แซกส์ เชื่อว่าราคาน้ำมันจะผันผวนสูงในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
การพังถล่มด้านราคาของ WTI ถูกนักวิเคราะห์บางคนมองว่า ผู้ชนะในสถานการณ์นี้คือซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากอยู่ในฐานะดีที่สุดที่จะฟันฝ่าผลกระทบจากการพังทลายของราคา WTI ที่ผ่านมาทั้งซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย ต่างจับตามองผลผลิตน้ำมันของสหรัฐ เนื่องจากเห็นว่าเป็นคู่แข่งโดยตรง ขณะที่ราคาน้ำมันเบรนต์ไม่ได้ร่วงจนติดลบเหมือน WTI โดย ณ วันที่ 21 เมษายน ราคาเบรนต์อยู่ที่ 20.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม เดฟ เอิร์นเบอร์เกอร์ แห่งเอสแอนด์พี โกลบอล แพลตต์ เตือนว่า ทั้งซาอุฯและรัสเซีย อาจดีใจได้แค่ช่วงสั้น ๆ และจำเป็นต้องหันไปมองข้างหลังด้วยเช่นกัน เพราะราคาเบรนต์ก็กำลังอยู่ไม่ไกล ราคาน้ำมันดิบอื่น ๆ ก็อยู่ไม่ไกล ความหมายของนักวิเคราะห์รายนี้ก็คือ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์และอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มจะตกต่ำลงไปเช่นกัน
เพราะขณะนี้ทั้งโลกกำลังจะไม่มีคลังเพียงพอในการจัดเก็บ