สัมภาษณ์พิเศษ
โครงสร้างที่แข็งแกร่งจะแสดงคุณค่าในยามวิกฤตฉันใด ถ้ารากฐานไม่หนักแน่นพอก็อาจทำให้ล้มครืนอย่างไม่เป็นท่าได้เช่นกัน เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19 ในครั้งนี้
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ผศ.ดร.ไพฑูรย์ มนต์พานทอง” คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จุดอ่อนอยู่ตรงไหน รวมถึงประเทศไทยควรวางโครงสร้างธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตอย่างไร โดยสะท้อนในมุมของนักวิชาการไว้ดังนี้
ติดกับดักด้าน “จำนวน”
“ผศ.ดร.ไพฑูรย์” บอกว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมีลักษณะการพัฒนาแบบต่างคนต่างทำ แต่ละหน่วยงานมีหน่วยชี้วัดของตนเอง และไม่ได้มีเป้าหมายที่เป็นเป้าหมายเดียวกัน ทำให้การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวขาดการบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ แต่ละหน่วยงานก็ทำกันไปแบบกระจัดกระจายสุดท้ายจึงไม่สามารถนำไปสู่การบริหารจัดการอย่างยั่งยืนได้ กลายเป็นยึดเป้าหมายด้านจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่าการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง
“ผศ.ดร.ไพฑูรย์” บอกด้วยว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาการพัฒนาท่องเที่ยวไทยมีลักษณะการพัฒนาจากภายนอกสู่ภายในกล่าวคือ ภาคส่วนต่าง ๆ ปรับตัวตามดีมานด์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาของนักท่องเที่ยว ทำให้ลืมการพัฒนาและยกระดับเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและทรัพยากรของประเทศที่จะสร้างคุณค่าทางการท่องเที่ยว แล้วนำคุณค่าเหล่านั้นไปต่อยอดทำการตลาดและจับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับสินค้าและบริการที่ไทยมีอยู่ ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้จะทำให้การพัฒนาการท่องเที่ยวได้ยั่งยืนกว่าการเปลี่ยนแปลงตามกระแสนักท่องเที่ยวที่เป็นอยู่ตลอดเวลา
โดยสิ่งที่สอดคล้องกันกับสิ่งที่เป็นอยู่ข้างต้น คือ นักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของไทยส่วนมากจึงเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มแมส ทำตลาดในรูปแบบของพื้นที่ เน้นขายพื้นที่ภูเก็ต พัทยา หรือเชียงใหม่ ฯลฯ แต่ไม่ได้ทำการตลาดที่เน้นสินค้าเป็นหลัก ซึ่งเป็นแนวทางที่มีโอกาสในการกระจายรายได้ทางด้านการท่องเที่ยวออกไปสู่ชุมชนมากกว่า
สัดส่วนรายได้ไม่บาลานซ์
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังพึ่งพานักท่องเที่ยวจากบางตลาดมากเกินไป กล่าวคือ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนราว 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด เมื่อตลาดจีนประสบปัญหาก็ทำให้ทุกภาคส่วนของการท่องเที่ยวไทยกระทบต่อเนื่องกันทั้งหมด พอ ๆ กันกับที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติมากถึง 2 ใน 3 เมื่อเทียบกับสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด จากภาพรวมที่เป็นอยู่นี้ทำให้เมื่อตลาดต่างชาติถดถอย ตลาดไทยเที่ยวไทยไม่สามารถที่จะพยุงทั้งอุตสาหกรรมเอาไว้ได้ เศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาภาคการท่องเที่ยวมากเกินไปจึงอ่อนไหวและได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก
พร้อมทั้งให้ข้อมูลด้วยว่า ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นี้ ทุกภาคส่วนย่อมได้รับผลกระทบแต่ครั้งนี้ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบมากไม่ว่าจะทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เนื่องมาจากการทำตลาดแมสทำให้เราเน้นแข่งขันกันที่ราคา ที่ผ่านมาเราอยู่กับความสำเร็จในอดีต เน้นขายง่าย แต่กำไรน้อย ซึ่งทำให้เรามีทุนสำรองน้อยด้วย
แนะเพิ่มมูลค่า “การท่องเที่ยว”
ดังนั้น ในอนาคตประเทศไทยจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการทางด้านการท่องเที่ยวโดยเฉพาะสินค้าและบริการจากชุมชนที่มีเอกลักษณ์ท้องถิ่นและเอกลักษณ์ไทย เพราะในอนาคตนักท่องเที่ยวจะยิ่งเสาะหาการท่องเที่ยวที่ใช้ใจสัมผัสมากขึ้น หากทำการขายในรูปแบบเดิมจะยิ่งขายได้น้อยลง ทำกำไรได้น้อยลงและไม่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้
“ที่ผ่านมาไทยใช้ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม ประเพณี และวัฒนธรรมไปกับการท่องเที่ยวมาก แต่กลับไม่ได้เพิ่มคุณค่าให้ทรัพยากรเหล่านั้นด้วยการขายในราคาสูง ดังนั้น ในอนาคตเราจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าของทรัพยากร โดยเน้นการทำน้อยได้มาก สร้างบรรยากาศให้เกิดนวัตกรรมทางการท่องเที่ยว โดยดึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสร้างนวัตกรรมมาบูรณาการในเครือข่ายการท่องเที่ยวให้มากขึ้น”
“ผศ.ดร.ไพฑูรย์” ยังพูดถึงกรณีช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อพยุงและต่อลมหายใจผู้ประกอบการให้สามารถประกอบกิจการต่อไปได้ด้วยว่าการช่วยเหลือผ่านมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ชั่วคราว ลดดอกเบี้ย หรืออนุมัติเงินทุนหมุนเวียนให้ผู้ประกอบการมีกระแสเงินสดใช้งาน อาจจะต้องมาก่อน พร้อม ๆ กับการดูแลแรงงานภาคท่องเที่ยวให้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพผ่านการอัพสกิลและรีสกิลการอบรมสัมมนาเพื่อให้แรงงานได้รับเบี้ยอบรมไปใช้ในการดำรงชีวิตและต่อยอดทักษะ
ปรับโครงสร้าง-เน้นสร้างคุณค่า
ส่วนในอนาคตนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องหันกลับมาปรับโครงสร้างภาคการท่องเที่ยวใหม่ เน้นการสร้างนวัตกรรม สร้างคุณค่าการท่องเที่ยว รวมทั้งปรับโครงสร้างการทำการตลาดท่องเที่ยวใหม่ โดยกระจายความหลากหลายของตลาด พร้อมหันไปทุ่มเทงบประมาณให้กับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในพื้นที่เมืองรองมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการกระจายการท่องเที่ยวและรายได้ออกไปสู่เมืองรอง และย้ำว่าประเทศไทยควรจะมีแผนแม่บททางด้านการท่องเที่ยวที่เกิดจากการกำหนดทิศทางร่วมกันทั้งประเทศ เพื่อให้ทุกหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนมีเป้าหมายและทิศทางในการทำงานเดียวกัน ซึ่งการมีส่วนร่วมจะเป็นคีย์สำคัญในการพัฒนามิติทางด้านการท่องเที่ยวให้หลากหลายและครอบคลุม
รวมทั้งทำให้แผนแม่บทสามารถขับเคลื่อนได้จริงในอนาคต โดยอาศัยช่วงเวลานี้ในการเซตซีโร่และสร้างสิ่งใหม่โดยไม่ย่ำในรอยเท้าเดิม ใช้วิกฤตเป็น “ยาแรง”ที่แม้จะทำให้เราเจ็บ แต่ก็สร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่จะทำให้ท่องเที่ยวไทยสดใสมากกว่าเดิมในอนาคต…