“จีน” ตลาดความหวัง ท่องเที่ยวไทย (อีกครั้ง)
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : ณัฏฐ์พิชญ์ วงษ์สง่า
ณ เวลานี้ ผู้บริหารของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังยืนยันว่า สงครามตะวันออกกลางกระทบ
ท่องเที่ยวเฉพาะพื้นที่
ยุโรป อเมริกา ยังกระทบแค่ส่วนที่เดินทางผ่านฮับการบินอาหรับเท่านั้น
หากดูสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติจะพบว่า ตั้งแต่ 1 มกราคม-11 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 7.49 ล้านคน หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 ลดลงร้อยละ 4.4 สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว 3.68 แสนล้านบาท
นับว่าการชะลอตัวไม่ได้รุนแรงนัก
สะท้อนภาพรวมการเดินทางเข้าประเทศไทยที่ยังคงมีความต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอก
โดยในส่วนของนักท่องเที่ยวจาก “ยุโรป” พบว่า นักท่องเที่ยวลดลงร้อยละ 14 โดยเป็นการลดลงจากกลุ่มที่ใช้เส้นทางบินผ่านตะวันออกกลาง ส่วนนักท่องเที่ยว “ตะวันออกกลาง” ลดลงร้อยละ 55 ปัจจัยหนึ่งคือ ประเทศมุสลิมอยู่ในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งปกติจะมีการเดินทางไม่มากอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังเดินหน้ากิจกรรมส่งเสริมการตลาดในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาตามแผนเดิม เพื่อรักษาโมเมนตัมของตลาดระยะไกลให้กระทบน้อยที่สุด
พร้อมทั้งตอกย้ำภาพประเทศไทยเป็น Safe Destination ให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเชื่อมั่นและมาเที่ยวอย่างสบายใจ
นอกจากนี้ ยังมองหาตลาดใหม่มาทดแทนด้วย เช่น จีน อินเดีย อาเซียน เกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ
โดยเฉพาะ “จีน” ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ในอดีตเราเคยมีนักท่องเที่ยวจีนคิดเป็นสัดส่วนถึงราว 30% และมองว่าท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ นักท่องเที่ยวจีนจะสามารถกลับมาเป็นตลาด “ความหวัง” ของภาคการท่องเที่ยวไทยได้อีกครั้ง
ดิฉันมีโอกาสพูดคุยกับผู้อำนวยการ ททท. ทั้ง 5 สำนักงานในจีน ได้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกันว่า วันนี้นักท่องเที่ยวจีนเติบโตในทุกพื้นที่
ที่สำคัญคือ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยได้ขยับจาก “ตลาดแมส” ไปสู่ “ตลาดคุณภาพ” เรียบร้อยแล้ว
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (FIT) ซึ่งเป็นกลุ่มใช้จ่ายสูง ในสัดส่วนมากถึงราว 80% แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 เรามีจำนวนนักท่องเที่ยวจีน 10-11 ล้านคน แต่ 70-80% เป็น “กรุ๊ปทัวร์”
อีกข้อมูลคือเที่ยวบินระหว่างจีนตะวันตกและไทยมีจำนวนแซงหน้าคู่แข่งอย่าง “เวียดนาม” ไปแล้ว
ไม่เพียงเท่านี้ ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ สายการบินบางส่วนยังมีแผนเพิ่มเที่ยวบินมาเติมอีก เช่น การบินไทย เปิดเส้นทางบินสู่เมืองฉางชา หูหนานแอร์ไลน์ เปิดเส้นทางบินจากฉางชาเข้ากรุงเทพฯ สปริงแอร์ไลน์ก็มีแผนเปิดเส้นทางบินจากเมืองฉางชา ฯลฯ
และยังได้ข้อมูลอีกว่า แม้ว่าวันนี้ในเชิงจำนวนของนักท่องเที่ยวเที่ยวไทยยังห่างจากปี 2562 อยู่พอสมควร แต่การใช้จ่ายหรือรายได้รวมมีมูลค่าแซงหน้าปี 2562 ไปเรียบร้อยแล้ว
อันนี้สะท้อนว่า โครงสร้างนักท่องเที่ยวจีนได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้วจริง ๆ
ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวฯรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-8 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจีนจำนวน 1.185 ล้านคน สูงสุดเป็นอันดับ 1 เติบโตร้อยละ 6.38 เมื่อเทียบกับปี 2568 สูงกว่าอันดับ 2 (มาเลเซีย) ที่มีจำนวน 6.85 แสนคนเกือบเท่าตัว
นอกจากนี้ยังพบว่าในเดือนมีนาคมนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทย ยังมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 13,000-14,000 คนต่อวัน บางวันขยับไปถึงกว่า 16,000-18,000 คน
เรียกว่า เป็นตลาดที่มีโมเมนตัมที่ดีต่อเนื่อง
ว่ากันว่า ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มไหลกลับมาประเทศไทยเป็นผลจากภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศไทยที่ดีขึ้น และมีปัจจัยเรื่องของปัญหาระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนไม่ไปเที่ยวญี่ปุ่น
ประเทศไทยจึงกลับมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีนได้อีกครั้ง