ค้ารถยนต์ภาคใต้ ขยายตัว15% อีโคคาร์ มัดใจลูกค้าวัยเริ่มทำงาน
สองดีลเลอร์รถยนต์ใหญ่ภาคใต้ ระบุ ปี?60 ภาพรวมขยายตัว 8-15% คาดต้นปี”61 เริ่มกระเตื้อง จากงบประมาณภาครัฐ และคนผ่อนรถคันแรกหมดแล้ว เผยอีโคคาร์ตอบโจทย์กลุ่มเพิ่งทำงาน ยอดขายเติบโตตัวแปรกระชากตลาด ชี้ราคายาง-ปาล์มต้องขยับเพราะเป็นปัจจัยหลัก ขณะที่ท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้น
นายวิฑูรย์ คู่พันธทวี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด จังหวัดสงขลา ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์โตโยต้า และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ในพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สำหรับการค้ารถในระยะ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2560 ผลประกอบการทางบริษัทยังคงมีกำไร ปัจจัยสำคัญคือ มีการบริหารจัดการดีมานด์ซัพพลาย จึงทำให้สินค้าไม่เสีย แม้ว่าการค้ารถในระยะ 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ขยายตัว ซึ่งเกิดจากทางสถาบันการเงินยังมีนโยบายมีการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งผู้ค้ารถรายใหม่ที่เปิดตัวโชว์รูมขึ้นช่วงรถคันแรก แต่ช่วงหลังก็มีการปิดตัวลงประมาณ 10%
ส่วนธุรกิจการค้าในปี 2560 ช่วงครึ่งปีแรกจะดีกว่าครึ่งปีหลัง โดยธุรกิจรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ของบริษัทขยายตัวประมาณ 10 % แต่มาไตรมาสที่ 3 เริ่มแผ่ว และไตรมาสที่ 4 เป็นช่วงหน้าฝน จึงทำให้ตลาดทรงตัว แต่โดยภาพรวมทั้งปี 2560 บริษัทพิธานพาณิชย์ได้ขยายตัวประมาณ 6-8% เนื่องจากครึ่งปีแรกขยายตัวไว้ถึง 10%
นายวิฑูรย์กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคใต้ คือ ราคายาง ปาล์มน้ำมัน ประมง และการท่องเที่ยว โดยราคายางพาราที่จะทำให้เกิดกำลังซื้อดีขึ้น คือ น้ำยางสด ต้องได้ราคา 60 บาท/กก.ขึ้นไป ปาล์มน้ำมัน ราคา 5.50 บาท/กก. และข้าว ประมาณ 9,500 บาท/ตัน ส่วนประมงตอนนี้ยังมีปัญหาเรื่องเรือประมงและแรงงาน อย่างไรก็ตามท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้น
เนื่องจากที่หาดใหญ่ สงขลา และภาคใต้ ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจประเทศมาเลเซียเริ่มกระเตื้องขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจการท่องเที่ยวให้ดีขึ้น
“ตอนนี้การค้ารถเริ่มขับเคลื่อนในทิศทางที่ดี และต้นปี 2561 มั่นใจว่าจะเริ่มกระเตื้องขึ้น เพราะรัฐบาลประกาศว่าจะผลักดันงบประมาณออกให้เร็ว ที่สำคัญนโยบายรถคันแรกเริ่มทยอยผ่อนส่งชำระหมด จึงเริ่มมีการซื้อรถคันใหม่”
ด้านนายเอกภัทร ชำนาญระเบียบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกภัทรสามเอก จำกัด จังหวัดพัทลุง ผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า ยามาฮ่า ซูซูกิ และผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สยามนิสสัน พัทลุง จำกัด จังหวัดพัทลุง และสยามนิสสัน ตรัง จำกัด จังหวัดตรัง ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นิสสัน เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลประกอบการรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของบริษัท ปี 2560 อยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าปี 2559 โดยขยายตัวประมาณ 10-15% โดยเฉพาะรถยนต์อีโคคาร์นิสสัน ที่ออกมาจำนวน 3 รุ่น คือ นิสสันโน๊ต นิสสันมาร์ช และนิสสันอัลเมร่า ราคาประมาณ 400,000-600,000 บาท มียอดขายที่ดีมาตั้งแต่ต้นปี 2560 เนื่องจากมีกำลังซื้อในกลุ่มนี้ ได้แก่ กลุ่มคนปริญญาตรีเพิ่งทำงานใหม่ มีเงินเดือน 15,000 บาท ก็สามารถซื้อได้ อีกทั้งกลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มลูกค้ารายใหม่เพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาด ซึ่งมีจำนวนอยู่มาก
“รถยนต์อีโคคาร์สามารถช่วยได้มาก เพราะราคาไม่สูง ประหยัดน้ำมัน และขนาดเล็ก จุได้อย่างเหมาะสม และเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญต่อกำลังซื้อภาคใต้ คือ จะทำอย่างไรให้พืชผลทางด้านการเกษตรดีขึ้น เช่น ราคายางต้องปรับสูงกิโลกรัมละ 70 บาท และจะต้องต่อเนื่องด้วย หากทำได้รับรองว่าไม่เกิน 2 เดือนก็จะเห็นผล”
นายเอกภัทรกล่าวอีกว่า สัดส่วนยอดขายทั้งรถเก๋งและรถกระบะอยู่ที่ 50/50 โดยตลาดรถกระบะยังเป็นอีซูซุ นำยี่ห้ออื่น ส่วนตลาดรถเก๋งปัจจุบันมีระยะยอดขายที่ใกล้เคียงกันมากขึ้น ทั้งยี่ห้อฮอนด้า โตโยต้า อีซูซุ นิสสัน มิตซูบิชิ และฟอร์ด ขณะที่รถจักรยานยนต์ ยังเป็นยี่ห้อฮอนด้า ที่มีส่วนแบ่งยอดขายถึง 80% ซึ่งบริษัทเอกภัทรยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้นประมาณ 10% กลยุทธ์จะเน้นกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดิมที่ผ่อนหมดแล้ว และมาซื้อรถจักรยานยนต์คันใหม่
สำหรับการลงทุนใหม่ ๆ ในปี 2560 นายเอกภัทรเปิดเผยว่า ยังไม่มีการลงทุนใหม่ ทั้งกลุ่มบริษัท เอกภัทร และบริษัท นิสสัน พัทลุง นิสสัน ตรัง โดยรถจักรยานยนต์ ยังคง 14 สาขา รถยนต์ ยังคง 2 สาขา เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังไม่เหมาะสม ต้องดูนโยบายของรัฐบาล และการกำหนดวันเลือกตั้งก่อนตัดสินใจ