สธ.ห่วงผู้ติดเชื้อโควิด-19 แสดงอาการน้อย ย้ำ หลังคลายมาตรการต้องคุมเข้มทุกพื้นที่
วันที่ 28 เมษายน 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า นับตั้งแต่มีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวด มาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมจนถึงตอนนี้ จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่า สถานการณ์ของไทยถอยหลังกลับมาอยู่ในระดับที่มีผู้ป่วยในวงจำกัด แต่ไม่อยากให้นิ่งนอนใจ เพราะจากการทำการค้นหาผู้ป่วยเชิงลึกยังพบผู้ติดเชื้อได้ประปรายในชุมชนต่างๆ แปลว่าเรายังมีผู้ติดเชื้อในชุมชนที่ไม่แสดงอาการ ซึ่งคนกลุ่มนี้หากไม่มีอาการจะไม่มาตรวจอยู่แล้ว
ดังนั้นจึงมีโอกาสที่โรคจะกลับมาแพร่ระบาดได้อีก ในระยะต่อไปเรายังต้องเฝ้าระวังบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยติดเชื้อ บุคคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้ที่มีโรคระบบทางเดินหายใจต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าประเทศไทยยังจะต้องอยู่กับโรคนี้ไปอีกระยะจนกว่าจะมีวัคซีนใช้ เพราะการที่โรคจะหยุดระบาดได้มี 2 ทางคือ มีวัคซีนใช้ กับเกิดการแพร่ระบาดติดเชื้อจำนวนมาก จนทำให้โรคชะลอตัว ซึ่งประเทศไทยไม่อาจจะปล่อยให้โรคระบาดได้อย่างอิสระเพราะเรามีศักยภาพโรงพยาบาลระดับหนึ่ง
นพ.ธนรักษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ช่วงนี้ค่อนข้างมีประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่แออัด เพราะอย่างน้อยก็ป้องกันไปได้ 1 โรค ลดความเสี่ยงเกิดโรคซ้ำซ้อน โดยประเทศไทยปีนี้มีวัคซีนให้ฟรีประมาณ 4 ล้านโด๊ส อีกทั้งโรงพยาบาลรัฐยังมีการเตรียมวัคซีนเพื่อให้ผู้ที่ประสงค์รับวัคซีนเช่นเดียวกัน
ส่วนเรื่องของไข้เลือดออกที่จะเกิดขึ้นในฤดูฝน เป็นอีกเรื่องที่หลายคนกังวลว่าจะมีส่วนทำให้แพทย์วินิจฉัยโควิดยากขึ้นหรือไม่ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า อาจมีส่วนทำให้วินิจฉัยยาก แต่ด้วยลักษณะอาการแล้วจะแตกต่างกันชัดเจน ขึ้นอยู่กับกลุ่มอายุ โดยเด็กที่ติดเชื้อโควิด ประมาณ 40% ไข้น้อย แต่ถ้าป่วยไข้เลือดออกจะมีไข้สูง เมื่อรับประทานยาไข้ก็ยังสูงอยู่ มีปวดเมื่อยตามตัวเป็นอาการหลัก ส่วนโควิดอาการหลักจะเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจประมาณ 50% ในผู้ใหญ่มีอาการไอค่อนข้างมากประมาณ 80% เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปเมื่อมีอาการทางเดินระบบหายใจจะสามารถบอกได้ว่าเป็นโรคระบบทางเดินหายใจมากกว่าไข้เลือดออก
สำหรับการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ต้องติดตามจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งทาง สธ.ก็มีการเสนอข้อมูลไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของกิจการแต่ละประเภทหรือสถานที่ต่างๆ จะพิจารณาจาก ความเสี่ยงว่ามีโอกาสแพร่ระบาดมากน้อยแค่ไหน
รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แต่ละสถานที่ต้องมีการคุมเข้มเรื่องความสะอาด ปลอดภัย วิธีการปรับพื้นที่ให้มีความเสี่ยงต่ำลง คือ พยายามจัดสถานที่หรือบริการให้มีระยะห่างพอสมควร ห่าง 1-2 เมตร นำการออกแบบทางวิศวกรรมมาใช้ ในการเพิ่มระยะห่างระหว่างบุคคล เพื่อลดการแพร่โรค เช่น แผงทึบที่สูงพอสมควร ป้องกันละอองฝอยน้ำลาย การปรับระบบระบายอากาศ ตั้งพัดลมดูดอากาศ หรือเปิดหน้าต่างให้อากาศระบาย เป็นต้น รวมทั้งการปรับปรุงระบบงานของแต่ละองค์กร มีตรวจวัดไข้ อาการไอ ก่อนเข้ารับบริการหรือทำงานของพนักงาน และการเช็ดถูทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย เช่น ปุ่มลิฟต์ ลูกบิดประตู นอกจากนี้ ควรออกแบบระบบงานให้คนใช้เวลามารับบริการสั้นที่สุด และการใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคล ใส่หน้ากากผ้าทั้งผู้ให้บริการ และผู้รับบริการ โดยบางที่อาจสนับสนุนผู้ให้บริการใส่เฟซชิลด์ก็ช่วยป้องกันโรคได้มากขึ้น