สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า จากเหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่ผู้ร่วมเทศกาลดนตรีในลาสเวกัสเมื่อวานนี้ ตำรวจกำลังพยายามสืบหาแรงจูงใจของคนร้าย นายสตีเฟน แพดด็อก วัย 64 ปี
นายแพดด็อก ได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงลงมาจากชั้น 32 ของโรงแรมมัณฑะเลย์ เบย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตล่าสุด 59 ราย และบาดเจ็บกว่า 527 ราย
ตำรวจระบุว่า การตรวจสอบเบื้องต้นว่าพบ นายแพดด็อกไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน เขาอาศัยอยู่ที่ชุมชนผู้สูงวัยที่ห่างจากเมืองลาสเวกัสออกไปราว 1.30 ชั่วโมง ด้านเพื่อนบ้านบอกว่า เขาไม่ค่อยปฏิสัมพันธ์กับใคร เก็บตัว และค่อนข้าง “แปลกประหลาด” นอกจากนี้นายแพดด็อกยังมีใบอนุญาตขับเครื่องบินและล่าสัตว์อีกด้วย

นายอำเภอลาสเวกัส นายโจ ลอมบาร์โด ระบุว่า การก่อเหตุของนายแพดด็อกเกิดขึ้นแบบ “Lone Wolf” หรือเกิดขึ้นอย่างลำพัง หรือก่อเหตุเพียงคนเดียว
ตำรวจยังระบุว่า มีความเป็นไปได้ว่านายแพดด็อกอาจจะมีประวัติการป่วยทางจิตใจมาก่อน
นายอีริก แพดด็อก น้องชายของนายสตีเฟน แพดด็อก กล่าวว่า พี่ชายเคยทำงานนักบัญชีและนักลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ มีทรัพย์สินกว่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังชอบเล่นการพนัน โดยเดินทางมายังลาสเวกัสบ่อยครั้ง น้องชายระบุว่า เขาไม่รู้จริงๆว่าทำไมพี่ชายถึงก่อเหตุเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม อีริก แพดด็อก เผยว่า พ่อของพวกเขา นายแพทริก เบนจามิน เคยเป็นคนร้ายปล้นธนาคารที่หลบหนีจากเรือนจำสำเร็จในปี 1969 ตำรวจได้บันทึกว่าพ่อของนายแพดด็อกป่วยเป็นมีอาการทางจิต
ขณะที่แฟนสาวของผู้ก่อเหตุ นางแมริลู แดนลีย์ ขณะเกิดเหตุได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ตำรวจจึงเชื่อว่าเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้

ก่อนหน้านี้กลุ่มไอเอสได้ออกมาเคลมว่าตนเองอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุดังกล่าว อย่างไรก็ตามเอฟบีไอได้ออกมาระบุล่าสุดว่า นายแพดด็อกก่อเหตุเพียงลำพัง และไอเอสไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดแต่อย่างใดว่านายแพดด็อกเป็นเครือข่ายของตนเอง
ด้านเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ยอดผู้เสียชีวิตที่สูงถึง 59 รายนั้น ได้กลายเป็นยอดผู้เสียชีวิตที่สูงที่สุดในเหตุการณ์กราดยิงสังหารหมู่ในประวัติศาสตร์อเมริกา ลบสถิติตัวเลขเหยื่อ 49 รายจากเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ออร์แลนโดเมื่อปี 2016

