เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
Biz Movement “อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
ดูทั้งหมด

มองสถานการณ์โลกและไทย เราอยู่ใกล้หรือไกลจากการระบาดระลอกสอง

23 ก.ค. 2563 | 17:34น.
บีทีเอส กทม
 รุ่งนภา พิมมะศรี : เรื่อง

เราได้ยินคำว่า “การระบาดระลอกสอง” กันมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สถานการณ์การระบาดในประเทศไทยคลี่คลายลง มีอุบัติการณ์ผู้ติดเชื้อรายใหม่น้อยจนถึงไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศเลยต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งเดือน พบเพียงผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศซึ่งกักตัวอยู่ในสถานกักกันโรคแห่งรัฐ หรือ state quarantine

ต้องยอมรับว่าคำว่า “การระบาดระลอกสอง” ที่ภาครัฐ โดยเฉพาะ “ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019” หรือ ศบค.พร่ำบอกอยู่ทุกวันนั้นสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชน มีคนจำนวนไม่น้อยที่กลัวว่าการระบาดระลอกสองจะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากเหมือนระลอกแรกยิ่งไปกว่านั้น มีคนกลัวไปถึงขั้นว่า การระบาดระลอกสองจะทำให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากกว่าระลอกแรก อย่างกรณีไข้หวัดใหญ่สเปนในอดีต

จริง ๆ แล้วการระบาดระลอกสองของโควิด-19 จะรุนแรงกว่าระลอกแรกหรือเปล่า คงไม่มีใครบอกล่วงหน้าได้ แต่เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ได้จากการดูเคสของประเทศต่าง ๆ ที่เกิดการระบาดระลอกสองไปแล้ว

แต่ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นต่าง ๆ ที่เป็นสาระของเรื่อง เรามาพูดถึงนิยามคำว่า “การระบาดระลอกสอง” ก่อนว่า แค่ไหนจึงจะเรียกว่าการระบาดระลอกสอง

คำว่า “ระลอกสอง” หรือ “second wave” ในบริบทของการเกิดโรคระบาดนั้นไม่ได้มีนิยามหรือเกณฑ์วัดชัดเจนว่าต้องระบาดมากน้อยแค่ไหน แต่เราจะเห็นภาพและเข้าใจได้ง่ายขึ้นหากเรานำตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันมาแสดงในรูปแบบกราฟ ซึ่งเราจะเห็นภาพเป็นคลื่นชัดเจน และพูดให้เข้าใจง่าย ๆ ได้ว่า “การระบาดระลอกสอง” คือ การที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องมาแล้วระยะหนึ่ง

ณ เวลานี้สถานการณ์ประเทศไทยเป็นอย่างไร สถานการณ์ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นอย่างไร เราอยู่ใกล้หรือไกลกับคำว่า “การระบาดระลอกสอง” สถานการณ์โลกจะส่งผลต่อไทยอย่างไร และในที่สุดแล้ว หากต้องเกิดการระบาดระลอกสองขึ้นจริง เราจะทำอย่างไรให้เกิดแบบเสียหายน้อยที่สุด “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” ได้สรุปคำตอบจากการวิเคราะห์ข้อมูลโดย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้วิเคราะห์สถานการณ์และข้อมูลเหล่านี้เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมาทาง Mahidol Channel

สถานการณ์โลก หลายประเทศระบาดระลอกสองไปแล้ว

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นำตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิต 12 วันย้อนหลัง (วันที่ 16 กรกฎาคมย้อนไปถึงวันที่ 5 กรกฎาคม 2563) มาแสดงให้เห็นว่า ภาพรวมสถานการณ์ทั่วโลก 12 วันดังกล่าวมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละ 200,000 ราย และจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 1,000,000 ราย ภายในเวลาเพียง 4-5 วันเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์เมื่อ 2 เดือนก่อนที่ใช้เวลาราว 10 วันจึงจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 1,000,000 ราย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นเร็ว แต่จำนวนผู้เสียชีวิตในช่วง 12 วันดังกล่าว เฉลี่ยวันละประมาณ 5,000 ราย ซึ่งการที่จำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นไม่มากในขณะที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเร็วนั้น สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศต่าง ๆ รับมือ ปรับตัว และดูแลรักษาผู้ป่วยได้ดี

สถานการณ์การระบาดทั่วโลก ในหลายประเทศยังอยู่ในการระบาดระลอกแรก ยังไม่สามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อให้ลดน้อยลงได้ อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งข้อมูล 12 วันย้อนหลัง (วันที่ 16 กรกฎาคมย้อนไปถึงวันที่ 5 กรกฎาคม) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันอยู่ในช่วงระหว่าง 46,000-73,000 ราย ส่วนผู้เสียชีวิตอยู่ในช่วง 250-960 ราย ประเทศบราซิล ผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันอยู่ในช่วงระหว่าง 20,000-46,000 ราย เสียชีวิตอยู่ในช่วง 600-1,300 ราย สหราชอาณาจักร อยู่ในช่วงที่ใกล้จะควบคุมการระบาดระลอกแรกได้ กราฟเริ่มลดลงมาตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่ำกว่าเลข 3 หลักได้ โดยในช่วง 12 วันดังกล่าว มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันอยู่ในช่วงระหว่าง 350-1,250 ราย ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตต่อวันอยู่ระหว่าง 10-160 ราย

ส่วนกรณีประเทศที่สามารถควบคุมการระบาดระลอกแรกได้แล้วเกิดการระบาดระลอกที่สองขึ้นอีก ก็อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงต่ำแล้วในช่วงวันที่ 13 พฤษภาคม-25 มิถุนายน แต่เกิดการระบาดระลอกสองขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา อีกประเทศหนึ่งคือเกาหลีใต้ที่เคยควบคุมสถานการณ์ได้ดีมากในช่วงแรก ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว จนเรียกว่าจบการระบาดระลอกแรกไปแล้วในช่วงเดือนเมษายน-ปลายเดือนพฤษภาคม ก่อนจะมีเคสใหม่ระลอกที่สอง แต่ทั้งนี้ จากกรณีของหลายประเทศที่เกิดการระบาดระลอกสอง ยังไม่พบการระบาดที่รุนแรงมากกว่าหรือเทียบเท่ากับการระบาดระลอกแรก

ไทยอยู่ในช่วงคลื่นสงบ แต่ยังต้องระวังต่อไป

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยเรา จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดน้อยลงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนและคลื่นค่อนข้างสงบในเดือนพฤษภาคม ข้อมูลย้อนหลัง 12 วัน (วันที่ 16 กรกฎาคมย้อนไปถึงวันที่ 5 กรกฎาคม) มีผู้ป่วยรายใหม่ต่อวันในช่วงระหว่าง 0-14 ราย รวมทั้ง 12 วันมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 52 ราย ซึ่งทั้งหมดติดเชื้อมาจากต่างประเทศ รวมแล้วมีผู้ป่วยสะสม 3,236 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตใน 12 วันดังกล่าว ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตสะสมทั้งหมด 58 ราย

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา บอกว่า ไทยเราผ่านการแพร่ระบาดระลอกที่หนึ่งไปเรียบร้อยแล้ว มีตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตาม การจัดการกับเชื้อโรคที่แพร่ระบาดได้ง่ายอย่างไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 นั้นจะต้องระวังไม่ให้พลาดแม้แต่นิดเดียว

ทั่วโลกยังระบาด เหมือนไฟไหม้บ้านที่อาจลามไทย

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์เปรียบเทียบสถานการณ์ของไทยและทั่วโลกให้เห็นภาพว่า ประเทศไทยเหมือนห้องหนึ่งห้องในบ้านหลังใหญ่ ซึ่งบ้านก็คือทั้งโลก สถานการณ์ตอนนี้หลายประเทศยังระบาดหนัก เหมือนไฟกำลังไหม้บ้านอยู่ ดังนั้น ไทยจึงต้องระวังให้ดี ไม่ให้ไฟที่กำลังลุกโชนในห้องอื่น ๆ ไหม้ลามเข้ามาในห้องของไทย

“วันนี้เรายังไม่ค่อยมีผู้ป่วยใหม่ เรามีกลไกควบคุมป้องกันภายในของเราเอง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกคือตอนนี้ทั่วโลกกำลังเต็มไปด้วยไฟ หลายประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้น และควันที่เกิดขึ้นจากการที่ไฟไหม้ในห้องต่าง ๆ มีโอกาสจะรั่ว
ผ่านหน้าต่างผ่านประตูเข้ามาในห้องของเรา สิ่งที่สำคัญคือประตูหน้าต่างเหล่านี้ต้องอย่าเปิดโดยเด็ดขาด แต่ขณะเดียวกันอาจจะมีรูรั่วอื่น ๆ ที่ควันหรือไฟจะผ่านเล็ดลอดเข้ามา ถ้าคนไทยเราช่วยกันสอดส่อง ทันทีที่มีควันมีไฟรั่ว
เข้ามาแล้วเราช่วยกันปิด ช่วยกันค้นหาและจัดการ ขณะเดียวกัน ภายในของเราก็ดูแลสุขภาพของเราให้พร้อมที่จะรองรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เราก็มีโอกาสที่จะทำให้บ้านของเรายังคงเป็นสีเขียวโดยไม่มีสีแดง จนกว่าจะมีวัคซีน ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งที่มาดับไฟที่อยู่รอบตัวเรา”

รูปแบบการระบาดระลอกสอง

การระบาดระลอกสองนั้น มีรูปแบบการระบาดที่คาดการณ์ 3 รูปแบบ ได้แก่

1.รูปแบบ Slow Burn คือ การระบาดระลอกสองที่ระบาดช้า ๆ มีผู้ติดเชื้อเพียงเล็กน้อยแล้วก็ลดลง ซึ่งถ้าเป็นรูปแบบนี้ ธุรกิจส่วนใหญ่จะยังดำเนินการได้ จะมีการคุมเข้มเฉพาะในธุรกิจที่พบการแพร่ระบาด ประชาชนทำกิจกรรมนอกบ้านได้มาก อัตราการเสียชีวิตต่ำ และระบบการดูแลสุขภาพดำเนินการได้ดี มีงบประมาณค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

2.รูปแบบ Peak and Valleys คือ การระบาดระลอกสอง มีช่วงที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่สูง (แต่ไม่สูงเท่าระลอกแรก) สลับกับต่ำ เป็นคลื่นขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนยอดเขาและหุบเขา ถ้าเกิดการระบาดรูปแบบนี้ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช้า ใช้งบประมาณค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพค่อนข้างสูงถึงสูงมาก และเสี่ยงกับอัตราการเสียชีวิตที่สูง

3.รูปแบบ Fall Peak คือ การระบาดระลอกสองที่จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งสูงมากกว่าระลอกแรก ซึ่งถ้าเกิดการระบาดระลอกสองในรูปแบบนี้จะส่งผลกระทบมากต่อเศรษฐกิจ ใช้งบประมาณในการดูแลรักษาผู้ป่วยสูงมาก และเสี่ยงกับอัตราการเสียชีวิตที่สูง

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

จากความเป็นไปได้ 3 รูปแบบนี้ ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์แสดงความเห็นว่า หากประเทศไทยต้องเกิดการระบาดระลอกสองก็อยากให้เกิดขึ้นในรูปแบบ Slow Burn ที่ไม่สร้างความเสียหายมาก ซึ่งการจะทำให้ประเทศไทยเสียหายไม่มากนั้นต้องอาศัยความร่วมมือกัน โดยการใส่หน้ากาก เว้นระยะห่างทางสังคม หมั่นล้างมือ และเช็กอิน-เช็กเอาต์ “ไทยชนะ” หรือเขียนลงทะเบียนเมื่อเข้าใช้บริการสถานที่ต่าง ๆ

“ตอนนี้รัฐบาลใช้งบประมาณไปเยอะมากในเรื่องโควิด-19 เราคงไม่มีงบประมาณมากพอที่จะปล่อยให้เศรษฐกิจเราแย่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ผมก็ฝากไว้ให้รักษาระยะห่างทางสังคม ล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากาก และการใช้ไทยชนะ”

วัคซีน ภูมิต้านทาน การกลายพันธุ์ ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนการรับมือ

นอกจากนั้น คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและภูมิคุ้มกันว่า ตอนนี้วัคซีนผ่านการทดลองในสัตว์แล้ว แต่ตามหลักการ กว่าจะมาถึงการใช้ในมนุษย์นั้นต้องใช้เวลา อย่างเร็วที่จะได้ใช้ก็คือหลังไตรมาสแรกของปี 2564 หรืออาจจะต้องรอถึงกลางปี 2564

ส่วนเรื่องภูมิคุ้มกันนั้นเพิ่งมีรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ออกมาจาก King’s College ในสหราชอาณาจักร ว่าการศึกษาในผู้ป่วย 63 รายที่รักษาหายแล้วมี 60 รายที่เกิดภูมิคุ้มกันในระดับที่น่าจะป้องกันเชื้อโรคได้ แต่เมื่อติดตามต่อไปกลับพบว่าภูมิคุ้มกันของคนกลุ่มนี้ลดลงต่ำกว่าระดับที่จะป้องกันเชื้อโรคได้ และในบางคนภูมิคุ้มกันหายไป จึงมีการตั้งสมมุติฐานว่า ตามหลักการที่ว่า เมื่อมีคนติดเชื้อจำนวนมากแล้วจะเกิด “ภูมิคุ้มกันชุมชน” หรือ “herd immunity” นั้น ในความเป็นจริงอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้

สุดท้าย ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ให้ข้อมูลเรื่องการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่า มีการกลายพันธุ์แล้วอย่างน้อย 6 สายพันธุ์ แต่ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า การกลายพันธุ์ทำให้ความรุนแรงของโรคมากขึ้นหรือน้อยลง และยังไม่มีหลักฐานว่าการกลายพันธุ์จะมีผลกระทบต่อวัคซีนที่กำลังพัฒนาอยู่หรือไม่

ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 และโรคโควิด-19 เป็นเหมือนจักรวาลที่ยังมีความลับรอการค้นหาอยู่อีกมากมาย สำหรับคำถามหลักเกี่ยวกับการระบาดระลอกสองที่เรากำลังระวังกันอยู่และมีคำถามว่าจะเกิดขึ้นรุนแรงน่ากลัวหรือไม่ หากดูจากหลายประเทศที่เกิดการระบาดระลอกสองขึ้นแล้วก็พบว่าไม่มีประเทศไหนที่การระบาดระลอกสองรุนแรงกว่าระลอกแรก เพราะทุกประเทศได้เรียนรู้จากการระบาดระลอกแรกไปแล้ว ทำให้สามารถป้องกันและรับมือได้ดี ดังนั้นก็น่าจะพอตอบคำถามได้ว่า การระบาดระลอกสองไม่ได้น่ากลัวหรือน่าตื่นตระหนกไปกว่าระลอกแรก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ควรชะล่าใจ ไม่ควรประมาทกว่าการระบาดระลอกแรกเช่นกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19 ไวรัสโควิด-19