ธปท.จี้ปรับตัวชี้วัดแบงก์รัฐ อุ้มเอสเอ็มอี-ไม่เน้นทำกำไร
ธปท.จี้คลังปรับตัวชี้วัดแบงก์รัฐด่วน “ไม่มุ่งเน้นทำกำไร” สนองนโยบายอุ้มเอสเอ็มอี แนะเร่งปรับเกณฑ์สินเชื่อช่วยธุรกิจกลุ่มเปราะบาง-ท่องเที่ยว พร้อมเสนออัดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อควบคู่ไปกับการช่วยสภาพคล่องธุรกิจหนุนผู้ประกอบการมีรายได้หมุนเวียนใช้ชำระหนี้ รองผู้ว่าฯ “รณดล” หวังยอดปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน 5 แสนล้านบาทกระเตื้อง หลัง บสย.เข้าช่วยค้ำ “ซอฟต์โลนพลัส” ยอมรับตอบโจทย์ความต้องการทั้ง “แบงก์-ลูกหนี้” ดีกว่าเดิม
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีข้อเสนอแนะต่อการที่กระทรวงการคลังเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทบทวนมติ ครม. เกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง เมื่อเร็ว ๆ นี้
โดย ธปท.ระบุว่า ไม่ขัดข้องในเรื่องการปรับปรุงการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 เพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ธปท.มีข้อเสนอเพิ่มเติม 4 ข้อ
ประกอบด้วย 1.เสนอให้ทบทวนตัวชี้วัดผลการดำเนินงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นกรณีเร่งด่วน และเน้นการพิจารณาผลการดำเนินงานจากการผลักดันนโยบายของภาครัฐแทนการพิจารณาผลกำไรจากการดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและพันธกิจที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจได้รับมอบหมายในช่วงเวลานี้
2.เสนอให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจเร่งเตรียมบุคลากร กระบวนการ และระบบการคัดกรองเพื่อออกผลิตภัณฑ์ตามโครงการดังกล่าว รวมทั้งพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องด้วย
3.โครงการต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจที่เปราะบางและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เช่น กลุ่มท่องเที่ยวและเอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงระบบสถาบันการเงินก่อนเป็นอันดับแรก
และ 4.ภาครัฐควรดำเนินการควบคู่ไปกับการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีรายได้หมุนเวียนที่จะนำมาชำระหนี้ในอนาคตได้
นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า โครงการซอฟต์โลนพลัสที่ครม.อนุมัติไปนั้น ธปท.ก็หวังว่าจะช่วยหนุนให้การปล่อยสินเชื่อภายใต้พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก.ซอฟต์โลน) เพิ่มขึ้นได้ หลังจากช่วงต้นโครงการ การปล่อยสินเชื่อยังค่อนข้างล่าช้า
โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากระยะเวลาสินเชื่อที่ให้แค่ 2 ปี ซึ่งลูกหนี้แบงก์ส่วนใหญ่ต้องการขยายยาวออกไปมากกว่า 2 ปี เพราะกลัวว่าสถานการณ์โควิด-19 จะยังไม่กลับมาเป็นปกติ ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ ขณะที่สถาบันการเงินเองก็กลัวความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจาก 2 ปีไปแล้ว
“ถือว่าไม่ตอบโจทย์ทั้งคู่ ทำให้การปล่อยสินเชื่อทำได้ค่อนข้างช้า แต่หลังจากนี้เชื่อว่าการปล่อยสินเชื่อน่าจะคล่องตัวขึ้น เพราะธนาคารมีคนมาช่วยรับเสี่ยงหลัง 2 ปี และลูกหนี้ได้ขยายเวลาตามที่ต้องการ” นายรณดลกล่าว
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาเป็นผู้ค้ำประกันซอฟต์โลนให้แก่เอสเอ็มอี ตั้งแต่ปีที่ 3 และให้ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 8 ปี จะช่วยกระตุ้นการปล่อยซอฟต์โลนเพิ่มขึ้นและภาระในการผ่อนชำระของลูกค้าจะน้อยลง ทำให้ธุรกิจมีกระแสเงินสด (cash flow) หมุนเวียนดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ความสามารถการชำระหนี้กลับมาได้
นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า การปลดล็อกเงื่อนไขของซอฟต์โลนโดยให้บสย.เข้ามาช่วยค้ำหลังปีที่ 2 จะช่วยลดความกังวลของแบงก์ และลดความเสี่ยงกรณีที่ลูกค้าไม่สามารถฟื้นตัวได้ปกติจากผลกระทบโควิด-19 โดยธนาคารไม่จำเป็นต้องปรับผลิตภัณฑ์มารองรับซอฟต์โลนพลัสแต่อย่างใด เพราะผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่มีอยู่ก็เข้าเงื่อนไขอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ลูกค้าเดิมที่เคยได้รับสินเชื่อซอฟต์โลน ธปท.ไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่สามารถเข้ามาเปลี่ยนใช้ซอฟต์โลนพลัสได้ ซึ่งภาครัฐต้องการให้เม็ดเงินกระจายไปสู่รายเล็กและมีความทั่วถึง
“เราอาจจะเห็นธนาคารอื่น ๆ เข้ามาใช้โครงการนี้ปล่อยสินเชื่อกันมากขึ้น เพราะเงื่อนไขดีขึ้น ซึ่งแบงก์กรุงเทพเองเราปล่อยซอฟต์โลนไปค่อนข้างมากแล้ว ประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท”
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาลูกค้าของธนาคารใช้ซอฟต์โลน ธปท.แล้วประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยระยะหลังลูกค้าของธนาคารมีความต้องการใช้ซอฟต์โลน ธปท.ลดลง เนื่องจากอาจจะมีทางเลือกในการขอสินเชื่ออื่น ๆ ได้ เช่น สินเชื่อ Extra Cash ดอกเบี้ย 3% เป็นต้น