“บัดดี้โฮมแคร์” โมเดลธุรกิจเพื่อสังคม มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
มูลนิธิพัฒนาผู้สูงอายุ ร่วมกับ องค์การเฮล์พเอจ อินเตอร์เนชั่นแนล (HelpAge International) ชูบัดดี้โฮมแคร์ (Buddy Homecare) โมเดลภารกิจเพื่อสังคมในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุชุมชนยากไร้ พร้อมมอบโอกาสเยาวชนด้อยโอกาสมีอาชีพ มีรายได้อย่างยั่งยืน หวังเป็นต้นแบบแก่องค์กรเพื่อสังคมทั่วประเทศ
“สว่าง แก้วกันทา” ผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ กล่าวว่ามูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2542 ในจ.เชียงใหม่ มีหน้าที่หลักคือดูแลกลุ่มผู้สูงอายุผ่านการดำเนินโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการด้านสุขภาพ,โครงการด้านภัยพิบัติ, โครงการส่งเสริมความมั่นคงทางรายได้,โครงการรณรงค์เพื่อความมั่นคงในชีวิตของหญิงสูงอายุ รวมถึงโครงการ “บัดดี้โฮมแคร์” ซึ่งเป็นโครงการที่กำลังให้ความสำคัญขณะนี้ และปัจจุบันจดทะเบียนบัดดี้โฮมแคร์เป็นองค์กรธุรกิจเพื่อสังคมแล้ว

“อันเป็นการต่อยอดจากการดำเนินโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ที่ทำมาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิด้วยจุดมุ่งหมายแก้ไขปัญหาสังคม 2 ด้าน คือ ปัญหาผู้สูงอายุที่ยากไร้ต้องการการดูแล และปัญหาเด็กชนเผ่าที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา จนสุดท้ายต้องกลายมาเป็นผู้ยากไร้เพราะไม่มีความมั่นคงทางรายได้ ตอนนี้บัดดี้โฮมแคร์มีการรีครูต (recruit)เยาวชนชาวเขามาประมาณ 20 คน เป็นผู้ที่จบระดับชั้น ม.3 และไม่มีโอกาสศึกษาต่อมาเป็นเจ้าหน้าที่ (caregivers) หรือ CG และทุกคนผ่านการอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ 420 ชม. เป็นเวลา 3 เดือน กับคณะพยาบาลศาสตร์ ม.เชียงใหม่”
“โดยมูลนิธิเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าอบรม ที่พักอาศัย คนละประมาณ 5 หมื่นบาท รวมทั้งสิ้น 1 ล้านบาทซึ่งเป็นงบฯที่ได้จากการทำธุรกิจดูแลลูกค้า เพราะอีกหนึ่งพันธกิจของบัดดี้โฮมแคร์ คือ ดูแลลูกค้าผู้สูงอายุที่มีกำลังจ้างผู้ดูแล รวมถึงการสนับสนุนจากพาร์ตเนอร์”
“สว่าง” กล่าวต่อว่า เด็กที่ผ่านการอบรมจะลงพื้นที่ชุมชน จ.เชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นชุมชนแออัด บนเขา ฯลฯ โดยทำงานร่วมกับอาสาสมัครพื้นบ้าน ซึ่งก็เป็นเครือข่ายมูลนิธิ มีหน้าที่คือ ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ตามคำสั่งแพทย์ พยาบาล พร้อมทั้งช่วยพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ พร้อมกับให้เงินเดือน CG ทุกคนตามความเหมาะสม
“ที่สำคัญยังร่วมกับ opendreamผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพัฒนาระบบบัดดี้โฮมแคร์ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ CG ในการประเมินและวางแผนการดูแล จนถึงการเก็บฐานข้อมูล ซึ่งจะช่วยจัดการและแชร์ข้อมูลให้ทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ ครอบครัวผู้สูงอายุได้เห็นข้อมูลและทำงานร่วมกัน ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของ CG ได้ชัดเจนขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ด้วยรูปแบบของนวัตกรรมและการช่วยเหลือสังคมของบัดดี้โฮมแคร์ ทำให้ไม่นานมานี้สามารถคว้ารางวัล Grand Prize ประเภทเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากเวที Healthy Aging Prize for Asian Innovation (HAPI) ครั้งที่ 1 ปี 2563 มาครองได้สำเร็จ จาก 130 ราย ใน 12 ประเทศ ซึ่งเป็นรางวัลเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรับรู้และขยายผลเชิงนโยบายทางด้านนวัตกรรม โครงการ และบริการต่าง ๆรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อความท้าทายในการเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ
โดยสถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจเพื่ออาเซียน และเอเชียตะวันออก (Economic Research Institute for ASEAN and East Asia-ERIA) กับศูนย์แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น (Japan Center for Interna-tional Exchange-JCIE) ซึ่งดำเนินการภายใต้การอุปถัมภ์ของรัฐบาลญี่ปุ่น
ถึงตรงนี้ “สว่าง” บอกว่า รางวัลคือประตูสู่โอกาส และมองว่าโมเดลบัดดี้โฮมแคร์มีส่วนช่วยเหลือสังคม ขณะที่ในส่วนของเทคโนโลยีก็จะขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น เพราะผู้สูงอายุมีทั่วประเทศ เป้าหมายต่อไปคงมองหาพาร์ตเนอร์ที่ทำงานรูปแบบเดียวกัน เช่น เอ็นจีโอ, มูลนิธิผู้หญิง, มูลนิธิอาสาเพื่อสังคม เพื่อขยายโมเดลนี้ไปสู่จังหวัดอื่น ๆ นอกเหนือไปจากเชียงใหม่ เพราะองค์กรเหล่านี้จะมีพื้นที่ ขอบเขตทำงานของตนเอง

อันไปสอดคล้องกับ “อุษา เขียวรอด” ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ องค์การเฮล์พเอจ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่กล่าวเสริมว่า บัดดี้โฮมแคร์เป็นโมเดลที่ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ ที่เห็นความสำคัญกับการเข้าสู่สังคมสูงวัย รวมถึงการวางแผนพัฒนากลุ่มผู้สูงอายุให้สามารถพึ่งพิงตนเองให้ได้มากที่สุด เพราะอย่างที่ทราบผู้สูงอายุจะย้อนกลับไปสู่วัยเด็กอีกครั้งหนึ่ง
ยิ่งถ้าไม่มีใครดูแลพวกเขาด้วยก็จะกลายเป็นปัญหาสังคมในระยะยาว เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังย่างเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย