Skip to content

ผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซีย “Hartalega Holdings – Top Glove” ขยายการผลิตรับโควิด

11 ต.ค. 2563 | 08:19น.
ผู้ผลิตถุงมือยางมาเลเซีย “Hartalega Holdings – Top Glove” ขยายการผลิตรับโควิด

ตลาดถุงมือยางระอุ บิ๊กส่งออกมาเลเซีย “Hartalega Holdings- Top Glove” เร่งขยายกำลังการผลิตอีกเพียบ รับอานิสงค์โควิด -19 แนะเอกชนไทยวางแผนขาย’น้ำยางข้น’

วันที่ 11 ตุลาคม 2563 รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระบุว่า จากสถาบันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มาเลเซียถือเป็นประเทศผู้ผลิตถุงมือยางอันดับหนึ่งของโลกมีการขยายกำลังการผลิต

โดยภายในมาเลเซียจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 รายที่ครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ ได้แก่ บริษัท Hartalega ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลกในด้านถุงมือไนไตร์ลหรือ ยางสังเคราะห์ และ Top Glove ซึ่งมีจุดแข็งในด้านถุงมือยางธรรมชาติ

เมื่อเร็วๆ นี้ Kuan Kam Hon ประธานกรรมการบริหารกล่าวว่า ภายในปีงบประมาณ 2565 กำลังการผลิตถุงมือยางของบริษัทจะเพิ่มอีก 44,000 ล้านชิ้น จาก 32,000 ล้านชิ้น เป็น 76,000 ล้านชิ้น โดยจะนำเทคโนโลยีอย่างอุตสาหกรรม 4.0 เข้ามาบูรณาการในกระบวนการทางธุรกิจและการดำเนินงานต่างๆ

“แม้ว่าบริษัทฯ จะหวังให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 บรรเทาลงและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดประสบความสำเร็จทั่วโลก แต่คาดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อไป ทำให้ความต้องการถุงมือยางในตลาดมากขึ้น และเกิดพฤติกรรมใหม่อย่าง New Normal แผนยุทธศาสตร์การเติบโตของบริษัทมุ่งเน้นธุรกิจบริการสุขภาพของโลกในระยะยาว”

ทั้งนี้ ตามแผนดังกล่าว บริษัทได้จัดซื้อที่ดินเขตบันติง รัฐสลังงอร์พื้นที่ประมาณ 240 ไร่ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ดำเนินการ โดยภายในโครงการประกอบด้วย โรงงานผลิต 7 แห่ง สายการผลิต 82 สายที่มีกำลังการผลิตถุงมือยางประมาณ 32,000 ล้านชิ้น หากการขยายสายใหม่ 4 สายเสร็จสมบูรณ์ บริษัทฯ จะมีความสามารถในการผลิตถุงมือยางที่ 76,000 ล้านชิ้นต่อปี

ขณะที่ผู้ผลิตถุงมือยางรายใหญ่ของโลกอีกรายคือ Top Glove ก็มีแผนจะขยายโรงงานถุงมือยางจาก 32 แห่งเป็น 33 แห่ง ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 65,000 ล้านชิ้นต่อปี เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้นของถุงมือยางไนไตรล์

ทั้งนี้ Top Glove มีจุดแข็งในด้านถุงมือยางธรรมชาติ 50% ของรายรับทั้งหมดของบริษัท และมีสัดส่วนการผลิตถุงมือยางไนไตรล์ 40%และถุงมือยางไวนิล/TPE/CPE ร้อยละ 10

สำหรับแผนการขยายการผลิตของบริษัทในมาเลเซียมีส่วนสำคัญต่อตลาดโลก การขยายการผลิตถุงมือยางไนไตรล์ของทั้ง Hartalega และ Top Glove จึงถือเป็นความท้าทายต่อผู้ผลิตถุงมือยางธรรมชาติของไทย

เพราะมาเลเซียนำเข้าวัตถุดิบน้ำยางข้นจากไทยปีละประมาณ 180,000 ตัน ไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยาง และแม้ว่าถุงมือไนไตรล์จะยังไม่สามารถแทนที่ถุงมือยางธรรมชาติได้ทั้งหมด แต่ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของถุงมือยางไนไตรล์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และใกล้เคียงกับถุงมือยางธรรมชาติมากขึ้น

ซึ่งการที่ Hartalega เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตถุงมือยางเป็น 44,000 ล้านชิ้น  ซึ่งผู้บริโภคปรับเปลี่ยนมาใช้ถุงมือไนไตรล์มากขึ้น ประกอบกับการแพ้โปรตีนในถุงมือยางธรรมชาติของบุคลากรทางการแพทย์ในประเทศแถบตะวันตกทาให้ถุงมือยางไนไตรล์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

ผู้ประกอบการต้องปรับตัวเพราะความต้องการนำเข้าน้ำยางข้นในมาเลเซีย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว ตามสภาพความต้องการถุงมือยางไนไตรท์ หรือยางสังเคราะห์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 56% ในขณะที่ถุงมือยางธรรมชาติมีส่วนแบ่งตลาด 44%

ดังนั้น ผู้ผลิตผู้ส่งออกน้ำยางข้นของไทยจำเป็นต้องรักษาส่วนแบ่งการตลาดส่งออกในมาเลเซีย โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิตและการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานน้ำยาง ส่วนผู้ประกอบการผลิต/ส่งออก ถุงมือยาง ควรมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ถุงมือยางที่ไม่มีแป้งและมีโปรตีนต่ำเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดหลัก และเร่งกระจายตลาดส่งออกไปยังตลาดเกิดใหม่

ประเทศเกิดใหม่มีประชากรคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 80% ของประชากรโลก แต่ปัจจุบันยังมีการบริโภค ถุงมือยางอยู่ในระดับต่ำ คือประมาณ 30% ในขณะที่ตลาดประเทศพัฒนาแล้ว (สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น) มีการบริโภคถุงมือยางคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 70% จึงมีแนวโน้มว่าประเทศเกิดใหม่มีโอกาสที่จะเติบโตได้สูง เพราะในปัจจุบันมีการเกิดโรคอุบัติใหม่บ่อยครั้ง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ถุงมือยาง