ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ขานรับความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่าภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2563
ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/10) ที่ระดับ 31.09/11 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (9/10) ที่ระดับ 31.12/14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนเทขายดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากการเจรจามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกลับมาเริ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากถูกระงับไป แม้จะยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในเรื่องของวงเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม
โดยในรอบนี้ทำเนียบขาวได้ยื่นข้อเสนอใหม่ที่จะเพิ่มวงเงินเป็น 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่พรรคเดโมแครตเสนอวงเงิน 2.2 ล้านล้านดอลลาร์เท่าเดิม สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่เปิดเผยในวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้แก่ สต๊อกสินค้าคงคลังภาคค้าปลีกปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% ในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบเป็นรายเดือน แต่ปรับตัวลดลง 5.2%
เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดขายภาคค้าส่งปรับเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่ม 2.0% หลังจากที่มีการปรับตัวพุ่งขึ้นถึง 4.8% ในเดือน ก.ค. สิ่งที่ต้องจับตามอง ได้แก่ กำหนดการดีเบตรอบสองของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และนายโจ ไบเดน ซึ่งได้มีการประกาศยกเลิกอย่างเป็นทางการแล้วจากเดิมที่จะถูกจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 15 ต.ค. ตลาดจึงหันไปให้ความสนใจในการดีเบตรอบสุดท้ายที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 23 ต.ค.แทน นอกจากนั้นความคืบหน้าการเจรจา Brexit รวมถึงการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 3/2563 จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความผันผวนในตลาดในสัปดาห์นี้
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ค่าเงินบาทแข็งค่าตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีทิศทางเดียวกับสกุลเงินทางแถบเอเชียที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้น เช่นกัน โดยได้รับอานิสงส์จากการที่ตลาดการเงินของจีนกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันศุกร์ที่ผ่านมาหลังจากหยุดยาว เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นถึง 1.4% ในวันศุกร์ นับเป็นการแข็งค่ามากสุดในรอบ 13 ปี
อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ธนาคารกลางจีน (PBOC) ได้ประกาศลดสัดส่วนการกันสำรองของสถาบันการเงินเมื่อทำธุรกรรมฟอร์เวิร์ดสกุลเงินต่างประเทศ ลดลงเหลือ 0% จากเดิมที่ต้องกันสำรองไว้ถึง 20% ซึ่งมาตรการนี้ได้ชะลอการแข็งค่าของเงินหยวน และส่งผลให้ค่าเงินบาทผันผวนในเช้าวันนี้และปรับตัวอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องในช่วงบ่ายของวัน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.05-31.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.29/21 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/10) ที่ระดับ 1.1811/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/10) ที่ระดับ 1.1759/61 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้ารัฐบาลกลางเยอรมนีได้รายงานการเกินดุลการค้าที่ลดลงในเดือน ส.ค. ซึ่งมาจากยอดส่งออกและนำเข้าของเยอรมนีปรับตัวขึ้นในเดือน ส.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยการนำเข้าปรับตัวเพิ่มในสัดส่วนที่มากกว่าการส่งออก
รายงานตัวเลขนี้ช่วยกระตุ้นความคาดหวังที่ว่า เศรษฐกิจเยอรมนีอาจจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไตรมาส 3 ด้านฝั่งอังกฤษได้ประกาศโครงการใหม่ที่จะลดการว่างงาน รวมทั้งเสนอความช่วยเหลือพิเศษต่อภาคธุรกิจและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
นอกจากนั้นตลาดยังได้แรงหนุนจากการที่ นายแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารอังกฤษแสดงความหวังว่ามีความเป็นไปได้ในการทำข้อตลงการค้าระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรปหลังจาก Brexit ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1794-1.1826 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1804/05 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (12/10) ที่ระดับ 105.61/62 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (9/10) ที่ระดับ 105.95/97 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้มีการเปิดเผยยอดสั่งซื้อเครื่องจักรกลพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมต่อเรือและสาธารณูปโภค
ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 7.525 แสนล้านเยน หรือประมาณ 7.1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนสิงหาคมเมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม ที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 6.3% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 105.40-105.86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 105.53/54 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ย. ของเยอรมนี (13/10), อัตราการว่างงานเดือน ส.ค.ของอังกฤษ (3/10), ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ก.ย.ของสหรัฐ (13/10), ดุลการค้าเดือน ก.ย. ของจีน (14/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ (15/10), ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ก.ย.ของสหรัฐ (16/10), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ (16/10), ยอดค้าปลีกสหรัฐ (16/10)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในระเทศอยู่ที่ +0.30/+0.33 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +2.0/+3.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ