“ซอฟต์โลนพลัส” 5.7 หมื่นล้านแป้ก! จี้รัฐเร่งปลดล็อก “เงื่อนไข” พ.ร.ก.
“ซอฟต์โลนพลัส” 5.7 หมื่นล้านบาท ไม่กระเตื้อง ! แบงก์ไม่ขอใช้บริการ เหตุค้ำให้ได้เฉพาะเอสเอ็มอีที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อซอฟต์โลนของ ธปท.เท่านั้น จี้รัฐเร่ง “ปลดล็อก” เงื่อนไขตาม พ.ร.ก. ขณะที่เลขาฯสภาพัฒน์รับลูกศบศ. เร่งประสาน “ธปท.-คลัง” แก้อุปสรรค เล็งขยับเกณฑ์ค้ำประกันเคลมหนี้เสียสูงสุดได้มากกว่า 30% หวังจูงใจแบงก์กล้าดึงซอฟต์โลนแบงก์ชาติช่วยลูกค้า ฟากสภาธุรกิจตลาดทุนไทยชงตั้งกองทุนรวมรับประกันเงินต้นระดมทุนช่วยเอสเอ็มอี “ขาดสภาพคล่อง”
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะพิเศษ (ซอฟต์โลนพลัส)ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ดำเนินการ วงเงิน 5.7 หมื่นล้านบาท ยังมีสถาบันการเงินขอใช้บริการน้อยมาก เนื่องจากโครงการมีเงื่อนไขต้องค้ำประกันให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ได้รับสินเชื่อตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (พ.ร.ก.ซอฟต์โลน) เท่านั้น
“เนื่องจากซอฟต์โลนพลัสจะผูกอยู่กับซอฟต์โลนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คือ ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ได้สินเชื่อซอฟต์โลนของ ธปท.ก่อน จึงจะได้ส่วนเพิ่มจากโครงการนี้ แต่ปัญหาก็คือ ตอนที่มีโครงการนี้มา ยอดอนุมัติซอฟต์โลนของ ธปท.ก็แทบไม่กระเตื้องแล้ว เพราะลูกค้าที่มีคุณสมบัติ แบงก์ก็ให้สินเชื่อไปแล้ว
ดังนั้นหากจะให้โครงการนี้เดินหน้าได้ ก็ต้องไปปลดล็อกซอฟต์โลนของ ธปท.ก่อน ซึ่งทาง ธปท.บอกเองว่า การจะแก้ไข พ.ร.ก.ซอฟต์โลน ต้องออกเป็น พ.ร.บ.แก้ไข ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา เพราะต้องผ่านขั้นตอนรัฐสภา แต่ถ้าจะทำได้เร็ว ธปท.จะแก้นิยามลูกหนี้ใหม่ จากเดิมกำหนดว่า ต้องไม่เป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2562 ซึ่งก็ต้องรอดู ธปท.จะเข้าไปดูแลปัญหาส่วนนี้อย่างไร”
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบศ.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้รับทราบรายงานว่า โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Soft Loan พลัส ของ บสย.ที่เข้าไปช่วยค้ำประกันสินเชื่อของซอฟต์โลน ธปท. ไปอีกเป็นระยะเวลา 8 ปี เริ่มค้ำประกันตั้งแต่ปีที่ 3 จนถึงปีที่ 10 วงเงินรวม 5.7 หมื่นล้านบาท ล่าสุดก็ยังไม่มีคนใช้ ซึ่งจะต้องไปดูรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่อไป
“เรื่องการแก้ไขข้อติดขัดของซอฟต์โลน ก็มีคุยกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งการแก้ไข พ.ร.ก.อาจจะเป็นแนวทางหนึ่ง แต่จริง ๆ
แล้วก็อาจจะไม่ได้ต้องไปแก้ พ.ร.ก. โดยมีอีกทางหนึ่งก็คือ หากทำให้กลไกให้มีความยืดหยุ่น ให้แบงก์กล้าปล่อย เงินก็จะออกได้มากขึ้น ดังนั้นก็ต้องมาดูว่า หากให้ บสย.ค้ำประกันเพิ่มขึ้น จากที่ปัจจุบันค้ำอยู่ 30% ที่อาจจะน้อยไปในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าขยับขึ้นไปจะช่วยได้หรือเปล่า ก็ยังต้องมาคุยกัน ยังตัดสินใจไม่ได้ แต่เรื่องซอฟต์โลนยังมีเวลา ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนคือการรับมือจบมาตรการพักหนี้ 22 ต.ค.ก่อน”
นายดนุชากล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ในระยะถัดไป มีการหารือกันด้วยว่า อาจจะมีกองทุนขึ้นมา ซึ่งเสนอแนวคิดโดยสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ที่จะมาช่วยด้านสภาพคล่องให้แก่ธุรกิจเอสเอ็มอี เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า วันที่ 19 ต.ค.นี้ จะนัดประชุมคณะกรรมการ FETCO หารือการออกมาตรการใหม่ออกมาช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ตามโจทย์ที่ สศช.มอบให้มาช่วยศึกษา หลังจากก่อนหน้านี้ เสนอแนวทางให้เอสเอ็มอีออกหุ้นกู้แล้วให้มีการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เข้าไปช่วยซื้อ แล้วให้บสย.ช่วยค้ำประกัน เพื่อลดความเสี่ยงให้กับผู้ลงทุน แต่ติดปัญหาว่าบสย.อาจจะค้ำประกันให้ไม่ได้ ดังนั้นอาจจะต้องหาแนวทางใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นการจัดตั้งกองทุนรวม และรับประกันเงินต้น เช่น จัดตั้งกองทุนรวมอายุ 10 ปี เปิดขายหน่วยลงทุนแก่นักลงทุนทั่วไป โดยผู้ถือหน่วยจะได้เงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด
ส่วนเงินที่ได้จากการระดมทุนก็นำไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่องในช่วง 1-2 ปีนี้ แต่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีที่ประเมินศักยภาพแล้วว่า มีโอกาสจะกลับมาฟื้นตัวและแข็งแรงได้เหมือนเดิมหลังโควิด-19 คลี่คลาย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ตลาดทุนเข้าไปมีบทบาทช่วยแบ่งเบาภาระแบงก์ ซึ่งจะทำให้แบงก์ไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีกลุ่มอื่น ๆ ได้
“เราเชื่อว่าการตั้งกองทุนรวมระยะยาวเมื่อพ้นวิกฤตโควิดไปได้ เอสเอ็มอีกลุ่มนี้น่าจะกลับมาจ่ายดอกเบี้ยได้”