การเมืองไทย-โควิดระบาดหนัก ป่วน SET แกว่งตัว 1,200-1,220 จุด
“บล.ฟิลลิป” คาดหุ้นไทยไร้ปัจจัยหนุชัดเจน กรอบหลักอิงทางลงในกรอบ 1,200-1,220 จุด ถูกถ่วงน้ำหนักจาก “การเมืองในประเทศ-ผู้ติดเชื้อโควิดรายวันทั่วโลกทำจุดสูงสุด” 4.9 แสนรายต่อวัน สหรัฐแซงอินเดียอีกครั้ง จับตาประชุมสภาฯ-ผู้ชุมนุมเตรียมยกระดับเคลื่อนไหว
บริษัท หลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้(26 ต.ค.63) ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไร้ปัจจัยหนุนที่ชัดเจน กรอบหลักจึงยังอิงทางลง โดยการเมืองในประเทศยังเป็นปัจจัยหลักที่กดดัน SET INDEX ให้แกว่งตัวอิงทางลงนับตั้งแต่การชุมนุมเมื่อ 14 ต.ค.ทางฝ่ายมองกรอบวันนี้อยู่ระหว่าง 1,200-1,220 จุด โดยนักลงทุนยังเฝ้ารอติดตามความคืบหน้าปัจจัยการเมืองที่วันนี้จะมีการประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อหาทางออกประเทศ
อีกทั้งปัจจัยลบภายนอกจากการกลับมาระบาดอย่างหนักของ COVID-19 ทั่วโลกจะคอยซ้ำเติมปัจจัยภายใน กลยุทธ์ลงทุนเน้นกลุ่มที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หรือหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อยจากปัจจัยทางการเมือง
ทั้งนี้ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเผยว่าไม่ลาออกตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรอย่างแน่นอน และขอให้ทุกฝ่ายปรองดอง ขณะที่ฝั่งผู้ชุมนุมเตรียมยกระดับการเคลื่อนไหว วันนี้ติดตามการประชุมสภาสมัยวิสามัญระหว่างคณะรัฐมนตรี รัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา คาดว่าอาจมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อหาทางออกในวิกฤตครั้งนี้ ขณะที่การรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะอยู่ในสมัยประชุมถัดไป
ส่วนการแพร่ระบาดของไวรัส COVD-19 กลับมารุนแรงอีกครั้งทั่วโลก โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันสูงสุดตั้งแต่มีการระบาดกว่า 490,000 ราย และผู้ติดเชื้อรายวันในสหรัฐกลับมาแซงหน้าอินเดียอีกครั้ง ด้านยุโรปต้องเพิ่มมาตรการคุมเข้มมากขึ้นโดยเฉพาะในสเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส
ส่วนในประเทศไทยพบหญิงชาวฝรั่งเศสติดเชื้อ 1 ราย ที่เกาะสมุย หลังตรวจสอบพบมีเชื้อติดในฟิตเนสที่ ASQ ใน จ.สมุทรปราการ สาธารณสุขเร่งตรวจหาเชื้อบุคคลใกล้ชิดและกลุ่มเสี่ยงแล้ว
ด้านเลือกตั้งล่วงหน้าสหรัฐ การใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลังคะแนนนิยมของ ปธน.ทรัมป์ เริ่มกลับมาตีตื้นไบเดน หลังจบการดีเบตรอบสุดท้ายที่ทั้งคู่ต่างทำได้ดี แต่นโยบายต่างประเทศของ “ทรัมป์” ดูเหมือนจะโดดเด่นกว่าคู่แข่ง
“หุ้นเด่นประจำวันนี้ แนะนำ KTC ได้ประโยชน์จากโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ซึ่งจะทำให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติบโต ประกอบกับ NPL ลดต่ำลงมากเหลืองเพียง 1.6% และมีการตั้งสำรองไว้แล้วไตรมาส 2H63 กำไรน่าจะเพิ่มขึ้น เช้านี้ตั้งซื้อหุ้น KTC ที่ราคา 38.00 บาท (เป้าทำกำไรระยะสั้น 40.25 บาท Cut Loss 36.50 บาท)
ส่วน WICE : สภาพแวดล้อมทางธุรกิจดีขึ้นจากความต้องการสินค้าไอทีและการฟื้นตัวของธุรกิจยานยนต์ทั้งในจีนและยุโรป อีกทั้ง 3Q63 เป็น Peak Season คาดกำไรโตขึ้นทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า ตั้งซื้อที่ราคา 4.98 บาท (เป้าทำกำไรระยะสั้น 5.30 บาท Cut Loss 4.84 บาท)
ถือ SAT (เป้าทำกำไรระยะสั้น 14.70 บาท Cut Loss 13.30 บาท) และ SCC (เป้าทำกำไรระยะสั้น 361.00 บาท Cut Loss 330.00 บาท) และ TU (เป้าทำกำไรระยะสั้น 16.50 บาท Cut Loss 14.90 บาท) ทั้งนี้เป็นการปรับพอร์ตสำหรับการลงทุนระยะเวลา 2 สัปดาห์ – 1 เดือน