‘หุ้นเพิ่มทุน’ ราคาเทรดไม่วิ่ง บริษัทยักษ์ ‘GULF-MINT’ หืดจับ
ส่องเทรนด์ราคา “หุ้นเพิ่มทุน” ปี 2563 โบรกฯชี้หลาย บจ.ประกาศเพิ่มทุนแล้วราคาซื้อขายบนกระดานปรับตัวลดลง จนราคาประกาศขายแพงกว่า เผยหุ้น “GULF-MINT” ยังหืดจับเตือนนักลงทุนวิเคราะห์การเพิ่มทุนแต่ละบริษัทให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เหตุหลาย บจ.เพิ่มทุนเพื่ออยู่รอดเป็นหลัก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่าในปี 2563 นี้มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯประกาศเพิ่มทุนมากกว่า 10 แห่ง อาทิ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA), บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF), บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) และ บมจ.บีซีพีจี (BCPG) เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นของบริษัทที่ประกาศเพิ่มทุนบางส่วนปรับตัวลงต่ำกว่าราคาขายที่ประกาศเพิ่มทุน (ดูตาราง) ซึ่งอาจมีผลต่อการตัดสินใจเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นเดิม

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การเพิ่มทุนของ บจ.จะส่งผลกระทบเชิงลบหรือเชิงบวกขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้น ๆ จะนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปดำเนินการเกี่ยวกับอะไร รวมถึงผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มค่าสำหรับนักลงทุนหรือไม่ เช่น ผลตอบแทนที่ได้กลับมาจากการเพิ่มทุนมากกว่าหรือน้อยกว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) เป็นต้น
“ในภาวะปกติบริษัทต่าง ๆ มักจะประกาศเพิ่มทุนเพื่อนำไปซื้อกิจการมาต่อยอดการเติบโตธุรกิจ แต่อย่างไรก็ดีด้วยในปี 2563 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้หลายบริษัทประกาศเพิ่มทุนเพื่อการอยู่รอดแทน อาทิ กรณีของ MINT เป็นต้น” นายวิจิตรกล่าว
ดังนั้นหากจะลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนเหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาหลายด้านประกอบกัน อย่างการเพิ่มทุนเพื่อเข้าซื้อกิจการก็จะต้องพิจารณาถึงโอกาสเติบโตของกิจการที่บริษัทระดมทุนเพื่อเข้าซื้อในระยะข้างหน้า รวมถึงระยะเวลากว่าที่การลงทุนจากเม็ดเงินที่เพิ่มทุนจะเห็นผลกำไร
ส่วนกรณีอื่น ๆ ที่ผู้ลงทุนให้ความสนใจ ได้แก่ การเพิ่มทุนของ GULF ที่ประกาศเพิ่มทุน 1,066.65 ล้านหุ้น ราคา 30.00 บาท เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการที่อยู่ในแผนงาน แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะปรับฐานลงมาอยู่ที่ 28.75 บาท (ราคาหุ้น ณ 2 พ.ย. 2563)
แต่เนื่องจาก GULF ระดมเงินเพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าที่มีอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ค่อนข้างสูง จึงเป็นผลบวกระยะยาวต่อบริษัท
นายวิจิตรกล่าวว่า กรณีของ MINT เห็นได้ชัดว่าเป็นการเพิ่มทุนเพื่อความอยู่รอดจากผลขาดทุนที่เกิดจากรายได้ธุรกิจโรงแรมหายไปในช่วงที่เกิดโควิด-19 โดยการเพิ่มทุนดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/W) ที่เหมาะสมและสามารถใช้แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ต่อไป
ส่วนกรณีของ AMATA ถือว่าใกล้เคียงกับกรณี MINT ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่มักจะใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนเกินสิทธิ เพื่อเรียกความมั่นใจจากนักลงทุน และเพื่อให้การเพิ่มทุนสามารถสำเร็จไปได้ด้วยดี โดยพบว่านายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร AMATA จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนและจองซื้อเกินสิทธิเป็นจำนวนไม่เกิน 530 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทสามารถระดมทุนได้ตามเป้า
“นักลงทุนและผู้ถือหุ้นเดิมจะเพิ่มทุนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลกระทบจาก dilutionที่จะได้รับ สัดส่วนการกระจายหุ้นใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่เหมาะสม และเหตุผลที่ขอเพิ่มทุน อย่างไรก็ดี จากที่ดูในปีนี้จะเป็นการเพิ่มทุนเพื่อให้กิจการอยู่รอด เน้นเพิ่มเงินทุนแก่บริษัทมากกว่า เพิ่มทุนเพื่อลงทุนเพิ่ม ซึ่งการเพิ่มทุนเพื่อต่อชีวิตไม่ถือว่าน่าเกลียด หากอนาคตบริษัทยังสามารถเติบโตต่อได้” นายวิจิตรกล่าว
ขณะที่นายสุนทร ทองทิพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การพิจารณาโอกาสที่บริษัทจดทะเบียนจะเพิ่มทุนสำเร็จหรือไม่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป ซึ่งกรณีของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง AMATA, GULF หรือ MINT ฯลฯ ต่างมีปัจจัยเฉพาะตัวที่ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับฐานลงต่ำกว่าราคาเพิ่มทุน
โดยในกรณีของ AMATA ที่ได้ปัจจัยเชิงลบทางอ้อมจากการชุมนุมทางการเมืองในประเทศ ส่วนกรณีของ GULF ราคาปรับฐานลง เนื่องจากยังไม่ใช่รอบลงทุนของกลุ่มโรงไฟฟ้า ขณะที่ราคาหุ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปรับขึ้นค่อนข้างสูงมากแล้ว อีกทั้งโครงการใหม่ในประเทศยังมีการชะลอออกไป ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับฐานลงมาในที่สุด
“หุ้นเพิ่มทุนก็เหมือนหุ้นที่เสนอขายครั้งแรก (หุ้น IPO) ที่ปัจจัยเฉพาะตัวของแต่ละบริษัทจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ตอนประกาศเพิ่มทุนราคาเท่านี้อาจเหมาะสมแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปปัจจัยต่าง ๆ เข้ามากระทบต่อราคาหุ้นก็อาจจะส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลงมาได้” นายสุนทรกล่าว
ด้าน บล.เอเซีย พลัส ระบุถึงการเพิ่มทุนของ BCPG ว่า ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงลบต่อการประกาศเพิ่มทุนของ BCPG เนื่องจากการเพิ่มทุนครั้งนี้ค่อนข้างมีนัยสำคัญ โดยเป็นการเพิ่มทุนจาก 1 หมื่นล้านบาท มาเป็น 1.65 หมื่นล้านบาททำให้จำนวนหุ้นสามัญเพิ่มขึ้นจาก 1.99 พันล้านหุ้น มาอยู่ที่ 3.30 พันล้านหุ้น หรือเพิ่มขึ้นถึง 65.2% จากเดิม
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ประเมินการปรับลงของราคาหุ้น (price dilution) ที่เกิดขึ้นว่า จะไม่ต่ำกว่า -12 ถึง -15% และการปรับลงของกำไรต่อราคาหุ้น (EPS dilution)-39.44% ภายใต้สมมุติฐานจำนวนหุ้นและราคาใช้สิทธิที่จะเพิ่มขึ้นทั้งหมดตามที่ BCPG นำเสนอ