“ไทย-สิงคโปร์” แชมป์! ตลาดหุ้นแย่ที่สุดในเอเชีย
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานข้อมูลของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) ว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ม.ค.-31 ต.ค.63) ดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกยังปรับตัวลงจากผลกระทบโควิด-19
โดยหากเรียงลำดับตลาดหุ้นที่แย่ที่สุด ประกอบด้วย 1.ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ปรับตัวลง 24.8% 2.ตลาดหุ้นไทย ปรับตัวลง 24.4% 3.ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ปรับตัวลง 19.1% 4.ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย ปรับตัวลง 18.6% 5.ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับตัวลง 14.5%
6.ตลาดหุ้นมาเลเซีย ปรับตัวลง 7.7% 7.ตลาดหุ้นอินเดีย ปรับตัวลง 4% 8.ตลาดหุ้นเวียดนาม ปรับตัวลง 3.7% 9.ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับตัวลง 2.9% ทั้งนี้หากพิจารณาดัชนี MSCI ASEAN ปรับตัวลงไปถึง 24.4% ขณะที่ดัชนี MSCI EM ปรับตัวลงแค่ 1% เท่านั้น
อย่างไรก็ดีภายใต้สถานการณ์โควิด-19 พบว่า 3 ตลาดหุ้นเอเชียที่ยังยืนเป็นบวกอยู่ได้คือ 1.ตลาดหุ้นจีน ปรับตัวบวก 5.7% 2.ตลาดหุ้นไต้หวัน ปรับตัวบวก 4.6% และ 3.ตลาดหุ้นเกาหลี ปรับตัวบวกขึ้น 3.2%
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย(FETCO) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากเทียบเฉพาะเดือน ต.ค.ถือว่าตลาดหุ้นไทยแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ โดยสิ้นเดือน ต.ค.63 ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET index) ปิดอยู่ที่ 1,194.95 จุด ลดลงกว่า 3.40% จากเดือนก่อนหน้า ตามมาด้วยตลาดหุ้นเกาหลี ลดลง 2.6% ตลาดหุ้นมาเลเซีย ลดลง 2.5% ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ลดลง 1.7% และตลาดหุ้นอินเดีย ลดลง 0.9%
“ตลาดหุ้นไทยถือเป็นตลาดหุ้นที่ “Underperform” ที่สุดเมื่อเทียบตลาดหุ้นอื่นๆ และเป็นปีที่แย่ที่สุดหากเป็นนักลงทุนต่างชาติเพราะได้รับผลกระทบจากค่าเงิน เนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีประเด็นทางการเมืองภายในประเทศเข้ามากดดันในช่วงที่ผ่านมา และหุ้นที่เกี่ยวกับภาคท่องเที่ยวและบริการได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งตลาดหุ้นไทยอาจจะไม่มีตัวเลือกมากนักเหมือนตลาดหุ้นอื่นๆ ที่ปีนี้หุ้นเทคโนโลยีได้รับความนิยม ราคาหุ้น “Perform” ได้ค่อนข้างดี เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่ม “New Normal”
นายไพบูลย์ กล่าวถึงประเด็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐต่อภาวะตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีความผันผวนสูง เพราะยังไม่สามารถคาดเดาผลการเลือกตั้งได้ ซึ่งอาจทำให้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐถูกดีเลย์ออกไป เพราะหาก “โจ ไบเดน” ชนะ สถานการณ์อาจยังไม่จบ เนื่องจาก “ทรัมป์” อาจไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และเตรียมยื่นฟ้องศาลเรื่องการนับคะแนนใหม่ ซึ่งกว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะสาบานตนได้จะเกิดขึ้นประมาณเดือน ม.ค.64 จึงยังมีเวลาอีกกว่า 2 เดือนเต็ม
ทั้งนี้ไม่ว่าผลออกมาจะเป็นอย่างไรมองว่าทั้งทรัมป์และไบเดน จะเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ และยังมีประเด็นกับจีนเหมือนเดิม แต่ไบเดนอาจใช้วิธีที่เบากว่าทรัมป์ ขณะที่เดียวกันไบเดนก็อาจไม่สนับสนุนเรื่องภาษีกับบริษัทขนาดใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นเหมือนทรัมป์ ดังนั้นจากประเด็นดังกล่าวทำให้เม็ดเงินลงทุนอาจไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่(EM)รวมถึงตลาดหุ้นไทย และมองว่าจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐและทั่วโลกจะทำให้เม็ดเงินไหลออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเข้ามายังกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะหุ้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ยังห่วงสถานการณ์การเมืองในประเทศที่จะกดดันตลาดหุ้นไทย แต่เชื่อว่ารัฐบาลจะหาทางออกได้ รวมทั้งยังต้องติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเปิดประเทศมากขึ้นจากการที่สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งขณะนี้นักวิเคราะห์เริ่มปรับประมาณการในทิศทางที่ดีขึ้น จึงมองว่าเศรษฐกิจไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น และทำให้โอกาสที่ตลาดหุ้นไทยปี 2564 จะปรับตัวดีขึ้น
โดยคาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนปีหน้าจะเติบโตกว่า 40% จากฐานต่ำ แต่ดัชนีอาจจะไม่เกิน 1,500 จุด ส่วนปีนี้ถือเป็นจุดต่ำสุดของตลาดหุ้นไทยแล้ว ประเมินแนวรับบริเวณ 1,200 จุดน่าจะยืนอยู่ได้แล้วในช่วงที่เหลือของปี และคาดว่าสิ้นปีดัชนีหุ้นไทยน่าจะไต่ไปอยู่ในระดับ 1,300-1,350 จุดได้