ไนท์แฟรงก์คาดปีนี้ตลาด “บ้านหรู” 10 ล้านขึ้นไป ขายระเบิด 2,600 หลัง
บ้านหรู
บ้านหรูไนท์แฟรงก์คาดปีนี้ตลาดบ้านหรู 10 ล้านขึ้นไปขายระเบิด 2,600 หลัง สวนกระแสโควิด ชี้ตลาดแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวเฮ้าส์ ยังมีดีมานด์และซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง
นางสาวริษิณี สาริกบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ปี 2563 ภายใต้สถานการณ์โควิดทำให้เป็นปีที่ค่อนข้างยากลำบากสำหรับตลาดที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียม ดีเวลอปเปอร์จึงหันมาทำสินค้าแนวราบประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวเฮ้าส์ เนื่องจากยังมีดีมานด์จากลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง
“สถานการณ์ไวรัสโควิด ตลาดบ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปยังเป็นตลาดที่ค่อนข้างเล็ก มีซัพพลายเข้ามาในตลาดไม่มากนัก ดีมานด์ก็มีจำกัดเช่นกัน”
โดยพบว่า บ้านราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปมีการอนุญาตจัดสรรที่ดินในแต่ละปีนับตั้งแต่ปี 2560 ถึงไตรมาส 3/63 อยู่ที่ 1,489-2,669 หลัง โดยใบอนุญาตจัดสรรสูงสุดเป็นสถิติปี 2561 จำนวน 2,669 หลัง
อัพเดตล่าสุด ณ 9 เดือนแรก (มกราคม-กันยายน 2563) มีใบอนุญาตจัดสรรที่ดิน 1,170 หลัง
ในด้านดีมานด์พบว่า ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้มีหน่วยเปิดขายสะสมทั้งสิ้น 257 โครงการ รวม 17,933 หลัง มียอดขายแล้ว 11,211 หลัง คิดเป็นอัตราการขายที่ 63%
โดยพบว่าจำนวนหน่วยขายเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งเป็นยอดขายบ้านที่ขายได้ในปี 2559 มีจำนวน 1,088 หลัง ปี 2561 และ 2562 มีจำนวนหน่วยขายได้ 2,500 หลัง/ปี
ล่าสุด ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ขายได้ทั้งสิ้น 2,047 หลัง คาดว่าปี 2563 จำนวนหน่วยขายได้น่าจะมากกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย โดยคาดว่าสูงกว่า 2,600 หลัง
ในด้านราคา พบว่า กลุ่มราคาขาย 10-20 ล้านบาทมีจำนวนหน่วยขายสะสมสูงสุด 5,906 หลัง มีอัตราการขาย 59%
รองลงมากลุ่มราคา 21 – 30 ล้านบาท มียอดขาย 2,290 หลัง คิดเป็นอัตราการขาย 69% และกลุ่มราคา 31 -40 ล้านบาท มียอดขายสะสม 1,625 หลัง มีอัตราการขาย 67%
โดยบ้านที่มีอัตราการขายสูงสุด คือ บ้านราคาสูงกว่า 100 ล้านบาท มีอัตราการขาย 78% เนื่องจากซัพพลายมีจำกัดเพียง 418 หลัง
นางสาวริษิณีกล่าวถึวแนวโน้มด้วยว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทบ้านแนวราบ กลุ่มผู้ซื้อบ้านราคาขายเกิน 10 ล้านบาทเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่ได้รับผลกระทบไม่มากจากการควบคุมสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ และจากสถานการณ์โควิด
นอกจากนี้ การระบาดของโควิด-19 เป็นปัจจัยบวกเพราะอาจส่งผลให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบ้านมากกว่าคอนโดมิเนียมเพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสกับคนหมู่มาก ประกอบกับโครงข่ายพัฒนารถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางเข้าสู่กลางเมืองสะดวกขึ้น ก็มีส่วนสำคัญในการเพิ่มอุปสงค์ของบ้านในกลุ่มนี้
“อย่างไรก็ดีการพัฒนาโครงการบ้านแนวราบโครงการใหม่ๆในอนาคต ผู้ประกอบการควรพิจารณาเงื่อนไขการใช้ชีวิตในบ้าน เช่น การแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วน การเพิ่มพื้นที่สำหรับทำงานในบ้าน และอาจนำนวัตกรรมรูปแบบใหม่เข้ามาใช้ในการพัฒนาบ้านให้เป็นที่ดึงดูดผู้ซื้ออีกด้วย” นางสาวริษิณีกล่าว




