เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

New Game ขุนคลัง “อาคม” ปลุกกำลังซื้อในประเทศ-รื้อระบบภาษีธุรกิจ

05 ธ.ค. 2563 | 09:55น.

ปี 2564 ใกล้เข้ามา หลายคนตั้งคำถามเศรษฐกิจปีหน้า หลังจากปี 2563 ทั้งโลกต้องเผชิญกับวิกฤต “โควิด-19” ที่ไม่เพียงเข้าทุบเศรษฐกิจดำดิ่ง ขณะเดียวกัน ก็ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิต รวมถึงการดำเนินธุรกิจต้องปรับเปลี่ยนไปในทุกอุตสาหกรรม

ทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในการฝ่าวิกฤตปีหน้าจะเป็นอย่างไร “นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “THAILAND 2021 # New Game New Normal” จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” โดยยอมรับว่า “ช่วงนี้เป็นช่วงที่ยากลำบากที่จะบอกให้ทุกคนมีความหวังท่ามกลางปัญหา เป็นเรื่องยากมากที่จะให้ความมั่นใจ แต่เราจะต้องมองในอนาคตที่สดใส แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก”

พร้อมระบุว่า วิกฤตครั้งนี้ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาหดตัวถึง -12% เทียบกับวิกฤตปี 2540 ซึ่งติดลบเหมือนกัน แต่วิกฤตต่างกันเพราะปี’40 วิกฤตจากสถาบันการเงินลงมาสู่ประชาชน ขณะที่ปีนี้ไวรัสทำให้ประชาชนทั้งหมดเจอวิกฤต และส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ปีหน้าจะเห็นเศรษฐกิจไทยขยายตัวเป็นบวกได้แน่นอน โดยประเมินว่าจะโตอยู่ในช่วง 4-4.5% ต่อปี ถือว่าสามารถฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งหลายฝ่ายมองว่ารอบนี้การฟื้นตัวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี

ปีแห่งความยากลำบากกำลังจะผ่านพ้น

รมว.คลังกล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ต้องล็อกดาวน์กว่า 3 เดือน กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักไปเกือบหมด แต่คนไทยยังสามารถดำเนินชีวิตได้ เพราะแม้ว่าร้านอาหารปิด แต่ก็มีบริการส่งถึงบ้าน มีระบบโลจิสติกส์ต่าง ๆ มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจ แต่ภาครัฐบาลก็ต้องปรับตัวเช่นกัน

“ในช่วงล็อกดาวน์ไม่เป็นที่น่าสงสัยว่า จีดีพีของประเทศไทยติดลบมา 2 ไตรมาส ไตรมาส 3 ก็ยังติดลบ แต่น้อยลงเพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมา แต่ไม่หวือหวาเพราะกำลังซื้อมีเฉพาะในประเทศ ขณะที่กำลังซื้อภาคการท่องเที่ยวที่ใหญ่มากประมาณ 12% ของจีดีพีหายไป นักท่องเที่ยวต่างชาติปีละประมาณ 40 ล้านคนหายไปหมด”

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เริ่มมีต่างชาติกลับเข้ามาแต่ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ นักการทูต ต้องได้รับอนุญาต ซึ่งความหวังเรื่อง “วัคซีน” มาแล้ว ขณะที่การรักษาและการจำกัดการแพร่ขยายของเชื้อโรคประเทศไทยทำได้ดี แต่จะสามารถเปิดรับการเดินทางของผู้คนทั่วโลกได้เมื่อไหร่

ฟื้นท่องเที่ยวต้องใช้เวลา 4 ปี

นายอาคมกล่าวว่า ล่าสุด (1 ธ.ค.) กระทรวงสาธารณสุขได้นำเสนอข้อมูลต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงความพร้อมในการเปิดประเทศ โดยในวิดีโอที่รายงานบอกว่า เราพร้อมแล้วที่จะเปิด แต่ก็ต้องดูอีกว่าจะเปิดแบบไหน มีเงื่อนไขอย่างไร ดังนั้น การตั้งเป้าหมายรับนักท่องเที่ยวแบบต่ำสุดคือปี 2564 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8 ล้านคน จากที่ไทยเคยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคนต่อปี ซึ่งการที่จะทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาเต็ม capacity จะต้องใช้เวลา โดยคาดว่าจะกลับมาปกติในปี 2567 หรือใช้เวลาประมาณ 4 ปี อย่างไรก็ดี ขึ้นอยู่กับการสปีดอัพ ถ้าเราปลอดภัยเต็มร้อย หากต้นทางปลอดภัย จำนวนนักท่องเที่ยวก็สามารถก้าวกระโดดในแต่ละปีได้

สำหรับเศรษฐกิจโดยรวมคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีในการที่จะฟื้นกลับมา แต่ในภาคการท่องเที่ยวก็คาดว่าจะต้องใช้เวลา 4 ปีในการที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมา

รัฐช่วยจ่ายกระตุ้นกำลังซื้อประคอง ศก.

รมว.คลังกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เรายังต้องพึ่งเศรษฐกิจในประเทศ ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดการใช้จ่าย ไม่พูดถึงเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ยังดำเนินการอย่างต่อเนื่องแม้เป็นช่วงโควิด-19 แต่เรื่องการใช้จ่ายในประเทศแม้จะไม่สามารถช่วยทำให้เข้าสู่ภาวะปกติในปีนี้ แต่มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาก็เป็นการประทัง โดยเพิ่มการใช้จ่ายของประชาชน โดยรัฐเข้าไปช่วยจ่าย แบ่งเบาภาระ ทั้งโครงการชิมช้อปใช้, เราเที่ยวด้วยกัน, ช้อปดีมีคืน และคนละครึ่ง ทั้งหมดเป็นการเข้าไปกระตุ้นการใช้จ่ายโดยที่รัฐบาลเข้าไปช่วยจ่าย

“สิ้นเดือน ธ.ค.นี้คนละครึ่งเฟสแรกก็จะหมดลง ซึ่งเราได้เตรียมเงินไว้ประมาณ 3 หมื่นล้าน เพื่อช่วยเหลือกำลังซื้อภาคประชาชน ซึ่งขณะนี้มองเห็นสัญญาณการบริโภคในช่วงต้นปี’64 ยังอ่อนมาก รัฐบาลจึงจำเป็นต้องต่ออายุมาตรการคนละครึ่งออกไปอีก 3 เดือน รวมทั้งมาตรการเราเที่ยวด้วยกัน”

นโยบายการเงินต้องไม่เป็นอุปสรรคฟื้น ศก.

นายอาคมกล่าวว่า เรื่องระบบนิเวศทางการเงิน เรื่องค่าเงินบาท เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่กระทรวงการคลังก็ได้หารือร่วมกัน เนื่องจากนโยบายการเงินและการคลังจะต้องสอดประสานกัน เพราะหากนโยบายการเงินไม่เอื้ออำนวยให้ทางด้านการคลังสามารถที่จะใช้จ่ายเงินได้ เศรษฐกิจก็ไปต่อไม่ได้

“โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเร่งการฟื้นฟู กระทรวงการคลังก็อยากจะเห็นนโยบายด้านการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อภาคเอกชน และเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายเงินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือ หรือการลงทุน นโยบายการเงินจะต้องสอดประสาน ไม่ใช่ว่าเมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น นโยบายการเงินก็เข้มงวดขึ้นมา ซึ่งเราพูดคุยกันว่าต้องให้การฟื้นตัวเต็มที่” นายอาคมกล่าว

นอกจากนี้ การดูแลธุรกิจเอสเอ็มอีล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติโครงการค้ำประกันสินเชื่อ วงเงินรวม 1.75 แสนล้านบาท แบ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 9 (PGS9) วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท และโครงการค้ำประกันสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ Micro Entrepreneurs ระยะที่ 4 (micro 4) วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะต้องมีการหารือร่วมกับ ธปท. และสมาคมธนาคารไทย ในเรื่องรายละเอียดต่อไป

ปรับระบบภาษีหนุน 3 กลุ่มธุรกิจ

นายอาคมกล่าวว่า สำหรับปีหน้า New Game New Normal ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นเรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งมีอิทธิพลกับทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ทางด้านการแพทย์ โดยธุรกิจออนไลน์จะเข้าไปอยู่ในเกือบทุกเรื่อง ขณะที่ระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ก็จะมีอิทธิพลมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานสำคัญในการรับจ่ายเงินของประเทศ ก็จะต้องพัฒนาเรื่องนี้ต่อไป โดยปี 2564 ก็มีแผนเชื่อมโยงบริการพร้อมเพย์กับประเทศสิงคโปร์

รมว.คลังกล่าวอีกว่า New Game New Normal ในส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจก็จะต้องเปลี่ยน ที่ผ่านมารัฐบาลมีการส่งเสริม 10 อุตสาหกรรม new S-curve แต่ปีหน้ากระทรวงการคลังจะโฟกัสออกแบบระบบภาษีใหม่เพื่ออำนายความสะดวกใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีและดิจิทัล กลุ่มนี้จะเป็นสตาร์ตอัพจำนวนมาก, กลุ่มธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และกลุ่มธุรกิจสุขภาพ (เฮลท์)

“นี่คือ 3 กลุ่มธุรกิจที่จะโฟกัสจาก 10 อุตสาหกรรมใหม่ เป็นเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากที่ประเทศไทยพึ่งพาภาคบริการมาก ต้องใช้เรื่องดิจิทัล”

บี้เก็บภาษีแพลตฟอร์มต่างชาติ

รมว.คลังกล่าวว่า ในขณะที่รายจ่ายของภาครัฐมีมากขึ้น และขณะที่ระบบการจัดเก็บรายได้ยังเหมือนเดิม รายการลดหย่อนมากขึ้น ๆ ประเด็นเรื่องรายรับของรัฐบาลไม่ได้พูดมานาน ดังนั้น ในปี 2564 กระทรวงการคลังจะเดินหน้าเรื่องการเก็บภาษีธุรกรรมบริการออนไลน์ (e-Service) โดยเฉพาะบริการออนไลน์จากผู้ให้บริการต่างประเทศ ไม่ได้รีจิสเตอร์ในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้หลาย ๆ ประเทศเร่งดำเนินการอยู่ สำหรับกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา นี่ก็ถือเป็นเรื่องใหม่ของประเทศไทย

นอกจากนี้ คณะทูตต่างประเทศได้รวมตัวกันทำ 10 ข้อเสนอให้ไทยปรับปรุงความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ เพื่อยกระดับสู่การเป็น 10 ประเทศที่ประกอบธุรกิจได้ง่ายที่สุด โดยกระทรวงการคลังได้รับมา 1 ข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพิธีการศุลกากร ซึ่งในปี 2564 การแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ของภาครัฐให้ได้มากที่สุด

ทั้งหมดนี้ในเรื่องการฟื้นฟู-การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พ้นวิกฤต ขุนคลังรับปากว่า “จะทำให้ดีที่สุด” ส่วนจะทำได้ดีแค่ไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ