จับตานโยบายธปท.-Brexit กดเงินบาทเคลื่อนไหวจำกัด 30.40 บาทต่อดอลลาร์
แบงก์ประเมินกรอบเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในวันที่ 7-11 ธ.ค.นี้อยู่ที่ระดับ 30.00-30.40 บาทต่อดอลลาร์ เผยตลาดจับตาธปท.ประกาศนโยบายดูแลค่าเงินเพิ่ม-Brexit ทำให้บาทเคลื่อนไหวกรอบจำกัด-หนีเสี่ยงดอลลาร์
วันที่ 6 ธันวาคม 2563 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทในสัปดาห์หน้า (7-11 ธ.ค.63) ธนาคารกรุงไทยประเมินอยู่ที่ 30.10-30.40 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยภายในประเทศที่ต้องจับตามองจะเป็นเรื่องของการระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 ที่เริ่มกลับมาน่ากังวลอีกครั้ง รวมถึงการประกาศดูแลค่าเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในวันที่ 9 ธันวาคมนี้ ซึ่งตลาดรอดูนโยบายที่จะออกมาวันนั้น
ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังคงให้น้ำหนักเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10-11 ธันวาคมนี้ แม้ว่าตลาดไทยจะปิด แต่บรรยากาศโดยรวมจะเป็นการปิดรับความเสี่ยง (Risk off) เพื่อหลบความเสี่ยงเงินดอลลาร์ ทำให้เงินดอลลาร์มีแนวโน้มเคลื่อนไหวแข็งค่าได้
“กรอบสัปดาห์หน้าจะเริ่มเห็นการ Take Profit เพราะเราเริ่มเห็นข่าวโควิด-19 ระบาดรอบ 2 ทำให้เกิดแรงเทขายชั่วคราว ส่วนตลาดหุ้นก็พักฐานชั่วคราว โดยหากเราดูตัวเลขฟันด์โฟล์วในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่าพันธบัตรไหลออกราว 3,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นบอนด์ตัวยาว ส่วนบอนด์สั้นยังไหลเข้า ขณะที่ตลาดหุ้นยังไหลเข้าประมาณ 3,800 ล้านบาท โดยรวมฝรั่งยังไหลเข้าสุทธิ 600 ล้านบาท เรายังเห็นภาวะบาทแข็งค่าขึ้น และมีบางขณะที่อ่อนค่าได้ตามปัจจัยดอลลาร์แข็งค่า”
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเคลื่อนไหวของกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในสัปดาห์หน้า (7-11 ธ.ค.63) ยังคงต้องติดตามอย่างระมัดระวัง เพราะตลาดยังคงติดตามรอดูนโยบายการดูแลค่าเงินบาทระยะที่ 2 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะออกมาในรูปแบบไหน ทำให้กรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทค่อนข้างจำกัด โดยคาดการณ์กรอบเงินบาทอยู่ที่ 30.00-30.40 บาทต่อดอลลาร์
“หลังจากธปท.ประกาศมาตรการดูแลค่าเงินจะเห็นว่ากรอบค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแคบลงเรื่อยๆ และทยอยแข็งค่า ซึ่งในสัปดาห์หน้าฟันด์โฟล์วยังเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เพราะเรามีเรื่องที่ธปท.จะประกาศจะทำอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ทำให้ตลาดรอดู และยังมีเรื่องของผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป และการประชุม EU Summit ที่ตลาดยังจับตามมอง”