ซับคอนแทร็กต์แรงงานระส่ำ หลัง พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ห้ามจ้างแรงงานต่างด้าว กระทบรายได้ร่วง ส่อทยอยปิดกิจการ 100 ราย รัฐสูญภาษีกว่า 3 พันล้านบาท หวั่นลักลอบนำเข้าแรงงานพุ่ง
นางสาวอิสรีย์ ภักหาญสวัสดิ์ นายกสมาคมการค้าผู้ประกอบการรับเหมาแรงงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ยื่นหนังสือไปยังคณะกรรมาธิการแรงงานวุฒิสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากการประกาศใช้ “พระราชกำหนดบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560” เพื่อแก้ปัญหาภาพลักษ์ของไทย จากกรณีที่ถูกปรับลดมาตรฐาน (tier) หรือการจัดลำดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของทั่วโลกกับมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา ลดลงมาอยู่ที่ tier 3 ในช่วงปี 2558-2560
เพราะดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายสหรัฐอเมริกา และไม่มีความพยายามในการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ จากเดิมที่อยู่ในระดับ tier 2 คือประเทศที่มีการดำเนินการไม่สอดคล้องกับกฎหมายของสหรัฐ แต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหา ตามมาด้วยไทยถูกตัดสิทธิ์ทางภาษีการค้า (GSP) ในช่วงปี 2557-2559 จึงส่งผลให้ไทยต้องรีบแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมประมงที่มีการละเมิดสิทธิแรงงาน
พ.ร.ก.ดังกล่าวระบุว่า 1) ผู้ประกอบธุรกิจรับเหมาแรงงาน (subcontract) ไม่สามารถมีลูกจ้างเป็นแรงงานต่างด้าวได้ โดยไม่มีเหตุผลชี้แจง หรือเรียกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาแสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด
2) กฎหมายดังกล่าวกำหนดอัตราโทษไว้สูง สำหรับนายจ้างที่นำต่างด้าวเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย มีความผิดเสมือนคดีการค้ามนุษย์ โดยมีโทษปรับตั้งแต่ 600,000 บาท จนถึง 1 ล้านบาท ผู้กระทำผิดมีโทษจำคุก 3-10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
และ 3) มีการแก้ไขในปี 2561 รวม 72 มาตรา โดยเฉพาะในมาตรา 41 ที่ระบุว่า ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานเฉพาะ “เมื่อมีสัญญา” นำคนต่างด้าวมาทำงานกับผู้ที่จะเป็นนายจ้างของต่างด้าว พร้อมทั้งรายชื่อ สัญชาติ และเลขที่หนังสือเดินทางของต่างด้าว และนายจ้างต้องไม่เป็นผู้ประกอบกิจการรับเหมาแรงงาน
ส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการกังวล และไม่เห็นด้วยกับบทลงโทษที่รุนแรงเกินความเป็นจริง ในขณะนั้นผู้ประกอบการได้ส่งหนังสือไปยังกระทรวงแรงงาน ให้พิจารณาแก้ไขให้เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องตามลักษณะแห่งการกระทำความผิด และให้สามารถจัดหาแรงงานต่างด้าวได้
“ดิฉันร้องเรียนไปยัง กระทรวงแรงงานแล้ว และยังได้เข้าหารือกับท่านสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานด้วย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแก้ไขปัญหา ที่กังวลคือภาพรวมของธุรกิจนี้กำลังแย่ ทั้งที่ส่วนใหญ่ทำถูกต้องตามกฎหมาย ยิ่งไปกว่านั้นคือธุรกิจรับเหมาแรงงานเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมรวมเวลากว่า 30 ปี เป็นธุรกิจที่มีการขึ้นทะเบียนตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็เท่ากับว่าบริษัทซับคอนแทร็กต์คือนายจ้างตามกฎหมาย เหมือนกับธุรกิจอื่น ๆ ที่ให้บริการด้านแรงงาน”
นางสาวอิสรีย์ระบุเพิ่มเติมถึงผลกระทบจาก พ.ร.ก.ดังกล่าวว่า ภาครัฐจะสูญเสียรายได้เงินภาษี คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% โดยสมาคมได้รวบรวมข้อมูลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2557-2559) ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้จากการชำระภาษีกว่า 3,396 ล้านบาท (จากจำนวนบริษัทที่อ้างอิงจำนวนเงินภาษี 108 บริษัท) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้น และอาจจะมีตัวเลขสุทธิมากกว่าจำนวนดังกล่าวอีกหลายเท่าตัว
แม้ว่าจะยังสามารถทำตลาดเฉพาะแรงงานไทย แต่การแข่งขันค่อนข้างสูง เมื่อรวมกับปัญหาโควิด-19 แล้ว ยิ่งทำให้หลายบริษัทอาจต้องทยอยปิดกิจการลง ทั้งในส่วนของสมาชิกสมาคม ยังไม่นับรวมบริษัทซับคอนแทร็กต์ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมอีก ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะปิดกิจการไปแล้วกว่า 100 บริษัท จากภาพรวมที่มีประมาณ 200 บริษัท
นอกจากนี้ยังเป็นอุปสรรคต่อการประกอบกิจการของธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่สามารถเติบโตทางธุรกิจได้ และขณะนี้ได้มีการ “ลักลอบ” จ้างแรงงานแบบเลี่ยงสัญญา เป็นช่องทางให้เกิดการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม
อีกทั้งยังพบว่ามีบริษัทซับคอนแทร็กต์ลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าวเกิดขึ้นแล้ว เพราะไม่สามารถจ้างเหมือนเดิมได้ จึงลักลอบจ้างแบบใต้ดิน ซึ่งยากต่อการตรวจสอบข้อมูลจำนวนแรงงาน และที่สำคัญ แรงงานไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายด้วย