‘เมย์แบงก์ฯ’ รุกธุรกิจเวลท์ ยกทีมวิจัยแกร่ง ปั้นพอร์ตเศรษฐี
สัมภาษณ์
“บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)” รุกธุรกิจใหม่เพิ่มเติม โดยเปิดตัวฝ่ายงานใหม่ “Investment Management” ให้บริการบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) จัดพอร์ตการลงทุนให้แก่ลูกค้ารายใหญ่ (high net worth) พร้อมดึง “วิริยะชัย จิตตวัฒนรัตน์” เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการอาวุโสของฝ่ายดังกล่าว
ชูจุดแข็งทีมวิจัย-นักวิเคราะห์
“วิริยะชัย” เปิดเผยว่า ในการจัดพอร์ตเวลท์ดังกล่าว บริษัทกำหนดเงินทุนขั้นต่ำ 3 ล้านบาทขึ้นไป โดยเสนอผลิตภัณฑ์ลงทุน ตั้งแต่กองทุนรวมทั้งในและต่างประเทศ ตราสารหนี้ รวมถึงหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (structured products) ฯลฯ ซึ่งบริษัทได้ทดลองให้บริการ investment management เมื่อราว 1 เดือนที่ผ่านมา และมีแผนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือน มี.ค. 2564
โดยเมย์แบงก์ฯมีจุดแข็งในด้านฝ่ายวิจัยและทีมนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์สินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ รวมถึงมีพันธมิตร 15 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในประเทศ เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนรวม อีกทั้งกลุ่มเมย์แบงก์ฯยังเป็นสถาบันการเงินที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก จึงสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจในแต่ละประเทศได้
“วิริยะชัย” กล่าวว่า การตั้งเงินทุนขั้นต่ำของลูกค้าที่ 3 ล้านบาท ก็เพื่อขยายบริการรองรับความต้องการของลูกค้าโบรกฯที่เดิมจะซื้อขายหุ้นด้วยบัญชีของบริษัทอยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มลูกค้าดังกล่าวมีสัดส่วนประมาณ 50% ของฐานลูกค้าทั้งหมด โดยเชื่อว่าการกำหนดเงินต้นที่ไม่สูงมากจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้ง่ายกว่า
กลยุทธ์เสิร์ฟลูกค้าเฉพาะราย
“นอกจากโปรดักต์ที่หลากหลายแล้ว เรายังนำเสนอกลยุทธ์การลงทุน (investment strategy) ที่แตกต่างไปตามเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย (goal based investment) เช่น การซื้อบ้าน หรือการลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ เป็นต้น เนื่องจากแต่ละเป้าหมายใช้ระยะเวลาลงทุน มูลค่าของสินทรัพย์ที่ลงทุน และผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนแตกต่างกัน”
ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุนที่ความเสี่ยงระดับกลาง (balance port) ที่บริษัทแนะนำ ประกอบด้วยหุ้น 40% ตราสารหนี้ 40% ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 10% และเงินสด 10% โดยสัดส่วนหุ้นที่แนะนำ แบ่งเป็นหุ้นสหรัฐ 30% และหุ้นจีน 10% รวมถึงแนะนำเคลื่อนย้ายการลงทุนจากกลุ่มหุ้นที่มีการเติบโตสูง (growth stock) มายังกลุ่มหุ้นคุณค่า (value stock)
“ราคาหุ้น growth stock โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดหุ้นสหรัฐ ปรับขึ้นมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา เราจึงแนะนำให้นักลงทุนขาย เพื่อนำเงินมาซื้อกลุ่ม value stock อย่างกลุ่มธนาคาร”
หนุนกองทุนทางเลือก/อีสปอร์ต
“วิริยะชัย” บอกว่า นอกจากนี้ยังแนะนำซื้อกองทุนทางเลือก คือ กองทุนหุ้นวิดีโอเกมและอีสปอร์ต เนื่องจากระยะยาวมีโอกาสเติบโตสูง รวมถึงได้รับปัจจัยเร่ง (catalyst) จากที่บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เกมได้เปิดตัวเครื่องเล่นรุ่นใหม่ ทั้ง Xbox PlayStation และ Nintendo Switch ขณะที่เกมที่รองรับเครื่องเล่นยังมีการผลิตออกมาต่ำ โดยเชื่อว่าในปี 2564 ที่มีการผลิตเกมออกมารองรับเครื่องเล่นต่าง ๆ มากขึ้น กองทุนทางเลือกนี้จะได้อานิสงส์เชิงบวกจากรายได้การขายเกมที่ตามมา
ส่วนธุรกิจอีสปอร์ตยังเติบโตได้ดี สะท้อนจากยอดชมการสตรีมมิ่งเกมปรับขึ้นระดับ 10 ล้านรายในระหว่างช่วงล็อกดาวน์ โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังค่อนข้างสูง ส่งผลให้คนหันมาใช้เวลาในโลกออนไลน์มากขึ้น
ซื้อ “SSF-RMF” ไม่ต้องรอสิ้นปี
สำหรับการลงทุนช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ “วิริยะชัย” กล่าวว่า คงหนีไม่พ้นกองทุนลดหย่อนภาษี ซึ่งปัจจุบันจะมีกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) กับกองทุนรวมเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) โดยในส่วนของกองทุน SSF แม้ว่าระยะการถือครองจะยาวขึ้นกว่ากองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เดิม จาก 7 ปี เพิ่มขึ้นมาเป็น 10 ปี อีกทั้งวงเงินลดหย่อนภาษีลดลงเหลือไม่เกิน 200,000 บาท
อย่างไรก็ดี ด้วยเงื่อนไขที่สามารถลงทุนกองทุนได้หลากหลายประเภทมากขึ้น ไม่เฉพาะกองทุนหุ้นไทยอย่างกองทุนลดหย่อนภาษีเดิม ดังนั้น จึงเป็นโอกาสลงทุนสำหรับนักลงทุนเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
“การลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษีอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดควรทยอยลงทุนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อลดความเสี่ยงของราคาหุ้นและเพื่อเฉลี่ยผลตอบแทนที่ได้จากกองทุนรวมในแต่ละเดือน ขณะที่การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีในนาทีสุดท้าย ณ สิ้นปี นอกจากความเสี่ยงด้านราคาแล้ว นักลงทุนอาจลืมซื้อกองทุนหรือไม่มีเงินเพียงพอจะซื้อกองทุนในช่วงสิ้นเดือนอีกด้วย”
หุ้นไทยอัพไซด์เริ่มจำกัด
“วิริยะชัย” กล่าวถึงในแง่ความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยว่า ปัจจุบันโอกาสปรับขึ้น (upside) ของตลาดหุ้นไทยมีไม่มากแล้ว หลังปรับขึ้นต่อเนื่องมากกว่า 200 จุด ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี คาดว่ามีโอกาสที่ดัชนีจะกลับขึ้นไปยืนเหนือ 1,500 จุด ซึ่งเป็นดัชนีในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้ภายในไตรมาส 1/2564 ภายใต้เงื่อนไขที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้า