“บุญญนิตย์” ผู้ว่าการ กฟผ.ป้ายแดง กางแผนขับเคลื่อนองค์กรปี 2564 ทุ่มงบ 56,000 ล้าน ลงทุนโรงไฟฟ้า-สายส่ง สร้างโครงข่ายสายส่งสู่ศูนย์กลางซื้อขายไฟฟ้าอาเซียน พร้อมรุกธุรกิจใหม่ ขยายสถานีชาร์จกระตุ้นรถไฟฟ้า EV แบตเตอรี่อัจฉริยะ เร่งนำเข้า LNG ตามแผน
นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการใช้ไฟฟ้า รวมถึงรูปแบบการผลิตไฟฟ้า ซึ่งถูกกำหนดโดยผู้ใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ดังนั้น กฟผ.จึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมไฟฟ้า ยุค new normal ตามแนวคิด “EGAT for ALL” หรือ กฟผ.เป็นของทุกคน
โดยกฟผ.ได้วางงบลงทุนปี 2564 ไว้ที่ 56,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนโรงไฟฟ้าตามแผน PDP สัดส่วน 60% และสายส่ง 40% เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานอย่างครบวงจร (energy solutions provider) ซึ่งจะพัฒนาโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศใหม่ หรือ PDP 2018 Rev.1 ให้แล้วเสร็จตามกำหนด
และมุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในทุกการดำเนินงาน ตั้งแต่การพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าด้วยโรงไฟฟ้าดิจิทัล (digital power plant) ทำให้โรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต พัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรูปแบบผสมผสาน อาทิ โครงการโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อน การผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมร่วมกับเซลล์เชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ
พร้อมกันนี้ กฟผ.จะมุ่งพัฒนาโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน (grid connectivity) เพื่อยกระดับสู่การเป็น “ศูนย์กลางซื้อขายพลังงานของภูมิภาค” และปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าในประเทศให้มีความมั่นคงแข็งแรง โดยในปี 2564 จะเร่งสร้างสายส่งไฟฟ้า 230 กิโลโวลต์ เชื่อมโยงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (วัฒนานคร จ.สระแก้ว-พระตะบอง 2 กัมพูชา) เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าปริมาณ 300 เมกะวัตต์ (MW) ภายในปี 2566 รวมถึงจะพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย รองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน
ทั้งนี้ กฟผ.จะมุ่งเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดเดิมให้มากขึ้นในอนาคต ทั้งการขายไฟฟ้าไปต่างประเทศ, ธุรกิจนำเข้า LNG, การขยายธุรกิจบำรุงรักษาสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และมีแผนจะบุกธุรกิจใหม่ ๆ อาทิ ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ได้แก่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า, เครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว (EGAT DC quick charger) ขนาด 100 กิโลวัตต์, ธุรกิจสมาร์ทอีวีชาร์จเจอร์ขนาดเล็กแบบครบวงจรภายใต้แบรนด์ Wallbox, ชุดดัดแปลงสภาพรถยนต์ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV Kit), ธุรกิจแบตเตอรี่อัจฉริยะ (Batt 20C) ที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว และธุรกิจซื้อขายเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC)
อย่างไรก็ตาม แผนการพัฒนาทั้งหมดจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าหลัก การจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของประเทศ (RE forecast center) ที่จะสามารถพยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้อย่างละเอียดในระดับราย 30 นาที จนถึงในอีก 7 วันถัดไป ได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ จะมีการนำร่องศูนย์สั่งการการดำเนินการตอบสนองด้านโหลด ซึ่งจะเชื่อมต่อกับระบบของ กฟน. กับ กฟภ. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการตอบสนองทางด้านโหลดในภาพรวมของประเทศ ปรับปรุงโรงไฟฟ้าของ กฟผ.ให้มีความยืดหยุ่น มีความพร้อมจ่ายสูง โดยเริ่มนำร่องที่โรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 ทำให้สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งพัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ กับสถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีพลังงานหมุนเวียนเชื่อมต่อเข้าระบบไฟฟ้าปริมาณมาก