ชงค่าไฟ ก.ย. เท่าเดิม 3.95 บาท กกพ.ใช้ Claw Back 1.61 หมื่นล้านโปะ
กกพ.งัดเงิน Claw Back ก้อนสุดท้าย 16,127 ล้านบาทจาก กฟผ.รายเดียว หวังตรึงค่าไฟฟ้างวดหน้า ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้ที่เดิม 3.95 บาทต่อหน่วย รอลุ้น กพช.ประชุม 15 ก.ค.นี้ ไฟเขียวนโยบายลดค่าไฟฐานให้ประชาชนตามคำพูดให้เหลือ 3 บาท ไม่เกิน 200 หน่วยสำหรับกลุ่มเปราะบาง เล็งทบทวนสัญญาแอดเดอร์โรงไฟฟ้าหมุนเวียนหวังช่วยลดภาระค่าไฟประชาชน
นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า กกพ.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 โดยเสนอทางเลือก 4 กรณี ซึ่งทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 3.95-4.73 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีการนำเงิน Claw Back จำนวน 16,127 ล้านบาท มาใช้เป็นครั้งแรก หลังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีและข้ออุทธรณ์แล้วเสร็จ
ทำให้สามารถนำเงินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชนได้ ซึ่งเงิน Claw Back ก้อนนี้เป็นคนละส่วนกับเงิน 9,400 ล้านบาทที่เคยนำมาใช้ในงวด พ.ค.-ส.ค. 2569 ที่ช่วยลดค่าไฟลงไปได้ 13 สตางค์ต่อหน่วย ขณะที่เงิน 16,127 ล้านบาทจะทำให้ลดค่าไฟลงได้ 25.04 สตางค์ต่อหน่อย ซึ่งหากใช้เต็มจำนวนในงวดนี้ก็จะไม่มีเงิน Claw Back เหลือสำหรับงวดต่อไป แต่แนวทางช่วยลดค่าไฟยังคงมีแนวทางอื่นเพิ่มเติม เช่น นโยบายช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย ที่อัตราค่าไฟ 3 บาทต่อหน่วย รวมถึงประเด็นค่าไฟสาธารณะหรือไฟทาง แต่จะต้องเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก่อน
สำหรับ 4 ทางเลือก ประกอบด้วย
กรณีที่ 1 ค่าไฟเฉลี่ย 4.73 บาทต่อหน่วย เป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด พร้อมทยอยคืนภาระต้นทุนคงค้างของ กฟผ. 31,268 ล้านบาท ภายในสิ้นปี 2569 ส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบ 20% จากงวดปัจจุบัน
กรณีที่ 2 ค่าไฟเฉลี่ย 4.25 บาทต่อหน่วย เป็นข้อเสนอของ กฟผ.ที่สะท้อนเฉพาะต้นทุนเชื้อเพลิงใหม่ โดยยังคงให้ กฟผ.รับภาระหนี้คงค้างต่อไป ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นประมาณ 8%
กรณีที่ 3 ค่าไฟเฉลี่ย 4.20 บาทต่อหน่วย เป็นการปรับลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติ (Pool Gas) ตามแนวนโยบายของกระทรวงพลังงาน หลังราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (Spot LNG) ในตลาดโลกเริ่มปรับตัวลดลง แต่ กฟผ.ยังรับภาระต้นทุนคงค้างเช่นเดิม
ส่วนกรณีที่ 4 ซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วยเท่ากับงวดปัจจุบัน โดยใช้มาตรการควบคู่กัน 2 ส่วน คือการปรับลดต้นทุนก๊าซธรรมชาติ และการนำเงิน Claw Back 16,127 ล้านบาทมาช่วยลดภาระค่าไฟ ขณะที่ กฟผ.ยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง 31,268 ล้านบาทต่อไป
“ต้องอธิบายว่าค่าไฟฟ้าฐานกับค่า Ft เป็นคนละส่วนกัน โดยค่าไฟฟ้าฐานปัจจุบันอยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ซึ่งใช้มานานกว่า 6 ปี เป็นอัตราที่ใช้คำนวณโครงสร้างค่าไฟของผู้ใช้ไฟแต่ละประเภท ส่วนค่า Ft เป็นต้นทุนผันแปรที่สะท้อนราคาก๊าซธรรมชาติ ราคาพลังงานโลก ต้นทุนรับซื้อไฟฟ้า และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมีการทบทวนทุก 4 เดือน ส่วนข้อเสนอของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างค่าไฟ เช่น การกำหนดอัตราค่าไฟสำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนให้ต่ำกว่า 3 บาท รวมถึงการปรับโครงสร้างค่าไฟประเภทต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายนโยบาย โดยกระทรวงพลังงานเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ กพช.ภายในวันที่ 15 ก.ค. 2569 นี้ และหากภาครัฐมีข้อสรุปเรื่องโครงสร้างค่าไฟฐาน กกพ.ก็พร้อมดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์และประกาศใช้อัตราใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบาย แต่สำหรับงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 สิ่งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในขณะนี้คือค่า Ft ซึ่งทางเลือกที่ต่ำที่สุดยังคงอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย โดยอาศัยเงิน Claw Back เป็นกลไกสำคัญในการพยุงค่าไฟไม่ให้ปรับสูงขึ้น”
นอกจากนี้ กกพ.เตรียมศึกษาการทบทวนต้นทุนรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่ลดลงในปัจจุบัน โดยย้ำว่าไม่ใช่การรื้อหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่เป็นการทบทวนต้นทุนที่สะท้อนความเป็นจริง เพื่อเปิดทางให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลงในระยะยาว
ในช่วงที่ภาครัฐเริ่มส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการในรูปแบบแอดเดอร์ได้รับเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าฐานและค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ทำให้มีรายได้จากการขายไฟฟ้าสูงถึงประมาณ 11 บาทต่อหน่วยในช่วงได้รับสิทธิประโยชน์ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลารับแอดเดอร์ยังสามารถขายไฟฟ้าได้ในอัตราเฉลี่ยประมาณ 3.10 บาทต่อหน่วย
อย่างไรก็ตามปัจจุบันต้นทุนเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะโครงการรับซื้อไฟฟ้ารอบใหม่ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งมีราคารับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพียง 2.16 บาทต่อหน่วย สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงควรนำมาพิจารณาประกอบการปรับโครงสร้างต้นทุนรับซื้อไฟฟ้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า ทั้งนี้การพิจารณาจะดำเนินการแยกตามประเภทเทคโนโลยีและเงื่อนไขของแต่ละโครงการ รวมถึงอายุสัญญา โดยปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (COD) แล้ว 593 สัญญา กำลังผลิตรวม 4,336 เมกะวัตต์ และยังมีบางโครงการที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้อีก 4 โครงการ 67 เมกะวัตต์ ซึ่งอาจต้องพิจารณาว่าจะยุติสัญญา