มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
STeP มช. ผนึกกำลัง สป.อว. และ MTEC พลิกโฉมเกษตรอุตสาหกรรมไทย เปิดตัว “2 นวัตกรรมต้นแบบ” ฝีมือคนไทย ยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บ มช. สู่โลกธุรกิจจริง ชูไฮไลท์ “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI” ลดต้นทุนทันที 50% และ “เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระบบ RAS” สร้างผลผลิตพรีเมียม ปลอดสารเคมี 100% มุ่งแก้เกมเศรษฐกิจสร้างผลตอบแทนทดแทนการนำเข้าเทคโนโลยีต่างประเทศได้กว่า 2 เท่า พร้อมปักหมุดบูรณาการเครือข่ายมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนภาคเหนือสู่ศูนย์กลาง Wellness Hub ระดับสากล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) ร่วมกับ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมแถลงความสำเร็จผลงานวิจัยและพัฒนา ภายใต้ “โครงการสร้างเครื่องจักรต้นแบบด้วยกระบวนการวิศวกรรมเพื่อการสร้างสรรค์คุณค่า (Value Creation Engineering: VCE)” ประจำปีงบประมาณ 2568 ณ อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่
ปลดล็อกศักยภาพผู้ผลิตไทย ลดนำเข้า 200%
รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (STeP) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นวัตกรรมต้นแบบทั้งระบบตรวจวัดโบรอนและระบบปิดบำบัดน้ำด้วยโอโซน (RAS) ได้ผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการอย่างเข้มข้นจนมั่นใจแล้ว ขณะนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการนำไปทดสอบร่วมกับผู้ประกอบการที่เป็น “ผู้ใช้งานจริง” ในสเกลอุตสาหกรรมผ่านโครงการ VCE ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนและขยายผลงานวิจัยไปสู่ระบบเศรษฐกิจจริงในภาพใหญ่
ทั้งนี้ การหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีและเครื่องจักรที่ผลิตขึ้นเองในประเทศจะส่งผลกระทบเชิงบวก (Multiplier Effect) ต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่เป็น “ผู้ผลิตจริง” ซึ่งมีอยู่ราว 7-8 แสนรายทั่วประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้
นอกจากนี้ หากเราสามารถพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์สเกลนี้ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศได้ จะช่วยดึงเม็ดเงินกลับคืนสู่ประเทศได้มากกว่า 200% หรือคิดเป็น 2 เท่าของมูลค่าการนำเข้าเดิม เช่นเดียวกับตัวอย่างของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยที่ปัจจุบันต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึงปีละประมาณ 2 แสนล้านบาท

โบรอนในน้ำแช่ไม้ไผ่ นวัตกรรมลดต้นทุน
ดร.สุรักษ์ อุดมสม หัวหน้าโครงการ จากสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ชุดทดสอบสารประกอบโบรอนในน้ำแช่ไม้ไผ่ เป็นการบูรณาการร่วมกันของทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากสถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยพัฒนาร่วมกับ บริษัท เชียงใหม่ ไลฟ์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมก่อสร้างและสถาปัตยกรรมไม้ไผ่
จากเดิมที่ผู้ประกอบการประสบปัญหา Pain Point สำคัญ คือไม่มีชุดตรวจโบรอนสำหรับการแช่ไม้ไผ่เพื่อป้องกันมอดโดยเฉพาะ ทำให้ต้องคาดเดาปริมาณสารเคมีและใส่เผื่อไว้เกินความจำเป็น
นวัตกรรมชิ้นนี้จึงเข้ามาเปลี่ยนเกมด้วยการนำเทคโนโลยี AI + IoT และ Machine Learning มาใช้ตรวจวัดความเข้มข้นของสารประกอบโบรอนในบ่อแช่ผ่านการวัดค่าสเปกตรัมและจัดเก็บข้อมูลแบบออนไลน์ โดยให้ความแม่นยำ (Accuracy) ตั้งแต่ 90% ขึ้นไปเมื่อเทียบกับการส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ (Lab) มาตรฐาน ช่วยให้ผู้ประกอบการทราบปริมาณโบรอนที่แน่นอน ควบคุมคุณภาพน้ำแช่ได้แม่นยำ ไม่ต้องใส่สารเคมีเกินความจำเป็น ซึ่งสามารถลดต้นทุนวัตถุดิบลงได้เกือบ 50% และลดของเสีย (Waste) ในระบบ ecosystem ของสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับสเต็ปถัดไป ทีมวิจัยกำลังต่อยอดขยายขีดความสามารถของชุดตรวจให้ครอบคลุมการทดสอบสารเคมีและสารประกอบชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะการใช้งานในอุตสาหกรรมแปรรูปไม้และการถนอมเนื้อไม้อื่น ๆ ในอนาคต

ระบบ RAS เลี้ยงปลาพรีเมียม
อ.ดร.นภัสสร มนทา อาจารย์ประจำภาควิชาสัตวศาสตร์และสัตว์น้ำ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า งานวิจัยระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียน (RAS) ร่วมกับการบำบัดน้ำด้วยโอโซน เป็นนวัตกรรมที่ยกระดับสัตว์น้ำสู่เกรดพรีเมียม ปลอดสาร 100% โดยงานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย รศ.ดร. Hien Van Doan ร่วมกับ บริษัท เมดด์คลินน์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในการผสานเทคโนโลยีบำบัดน้ำด้วยโอโซนและไมโครบับเบิลเข้ากับระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบปิดเพื่อเพิ่มคุณภาพน้ำ
ระบบ RAS นี้โดดเด่นในเรื่องความปลอดภัย ปลอดสารเคมีและยาปฏิชีวนะ 100% ด้วยประสิทธิภาพของความเข้มข้นโอโซนในการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรค ทำให้น้ำที่ไหลเวียนในระบบสะอาดอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะตลอดวงจรการเลี้ยง มั่นใจได้ในความปลอดภัยของผลผลิตและไร้สารตกค้าง ขณะเดียวกัน การหมุนเวียนน้ำอย่างรวดเร็วในระบบปิดยังช่วยบังคับให้ปลาได้ว่ายน้ำและออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เนื้อปลามีสัมผัสที่ชุ่มฉ่ำ แน่นเด้ง ไม่เละยุ่ย ซึ่งแตกต่างจากการเลี้ยงในบ่อระบบเปิดทั่วไปอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยสามารถยกระดับการเลี้ยงปลาสายพันธุ์ท้องถิ่น อย่างปลากะพงขาว ปลานิล หรือปลาทับทิม ให้เป็นสินค้าออร์แกนิกเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังสามารถประยุกต์ใช้กับการเพาะเลี้ยงปลาสายพันธุ์ต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงเพื่อแข่งขันกับการนำเข้า เช่น แอตแลนติกแซลมอน (Atlantic Salmon), ปลากะพงยุโรป (Sea Bass) และปลาสเตอร์เจียน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาราคาปลาท้องถิ่นตกต่ำได้ โดยหากนำไปใช้เลี้ยงปลาเมืองหนาว จะมีการเพิ่มระบบควบคุมความเย็น (Cooling Control) และระบบโอโซนเข้มข้นเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ
สำหรับแผนงานในอนาคต เตรียมผนวกเทคโนโลยี AI และ Machine Learning เข้ามาช่วยตัดสินใจบำบัดและควบคุมน้ำโดยอัตโนมัติ พร้อมร่วมมือกับคู่ค้าอย่างบริษัท เมดด์คลินน์ (Medkin) ในการหาวิธีลดต้นทุนพลังงาน (Optimize Condition) เช่น การเปิดระบบโอโซนเฉพาะช่วงเวลาที่เหมาะสมแทนการเปิดตลอดทั้งวัน เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าและส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงระบบนี้ได้ง่ายขึ้น
ตอบโจทย์ BCG ขยายผลสู่ตลาดมูลค่าสูง
นายจิรวัฒน์ วงษ์สมาน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สป.อว. กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางการสนับสนุนงบประมาณวิจัยและแนวโน้มอุตสาหกรรมในอนาคต เทรนด์หลักของประเทศยังคงให้น้ำหนักไปที่ “การเกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) และ “ภาคเกษตรอุตสาหกรรม” (Agro-industry) เป็นเสาหลัก เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งที่แข็งแกร่งระดับโลกด้านอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (BCG Model)
จากสถิติที่ผ่านมา สินค้าอุตสาหกรรมในภาพรวมสร้างรายได้ส่งออกได้ประมาณ 10 ล้านล้านบาท ขณะที่สินค้าเกษตรสร้างรายได้อีกประมาณ 4 ล้านล้านบาท โดยมีสินค้าเกษตรแปรรูปหลักระดับโลก อาทิ ข้าว (ส่งออกเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก), แป้งมันสำปะหลัง (อันดับ 1 ของโลก), น้ำตาลทราย (อันดับ 2 ของโลกรองจากบราซิล) ตลอดจนกุ้งและไก่
ซึ่งกลุ่มนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรกลและระบบแปรสภาพขนาดใหญ่ฝีมือคนไทยเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและลดการนำเข้าเทคโนโลยีต่างประเทศ ส่วนอุตสาหกรรมไฮเทคอย่างอิเล็กทรอนิกส์หรือยานยนต์ยังจำเป็นต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แล้วเน้นใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) เป็นหลัก
นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า โมเดลความสำเร็จของระบบเลี้ยงสัตว์น้ำปิดและระบบโอโซน RAS นี้ จะถูกนำไปต่อยอดและขยายผลในแผนงบประมาณปี 2570 โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่สอดรับกับเทรนด์โลกอย่างกลุ่ม “สมุนไพร” และ “อาหารเพื่อสุขภาพ” (Healthy Food / Functional Food)

ต่อยอดธุรกิจ “Wellness Hub”
รศ.ดร.ปิติวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อการพัฒนาที่ครอบคลุมในระดับภูมิภาค STeP, กระทรวง อว. และศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) มีแผนบูรณาการร่วมกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ภาคเหนือ (อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มทร.ล้านนา และ มรภ.กลุ่มภาคเหนือ) ในการยกระดับภูมิภาคไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการดูแลผู้สูงอายุ (Wellness & Long-life Hub)
โดยแผนงานจากนี้ จะร่วมกันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีป้อนให้แก่ธุรกิจสปาและบริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงคุณภาพสถานที่ อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในสปา ตลอดจนการพัฒนาสูตรสารสกัดและน้ำมันหอมระเหยสูตรเฉพาะ เพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้สอดรับนโยบายด้านสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของภาคเหนืออย่างยั่งยืนต่อไป