Skip to content

ปลุกเศรษฐกิจสีเขียว หนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังโควิด-19

25 ธ.ค. 2563 | 10:02น.
ปลุกเศรษฐกิจสีเขียว หนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนหลังโควิด-19
คอลัมน์ ระดมสมอง
ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในสังคม รวมถึงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ วิกฤตโควิด-19

เป็นความท้าทาย และอีกบททดสอบสำคัญที่เผยให้เห็นถึงความอ่อนแอของการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบเดิมที่ไม่ยั่งยืน ซึ่งได้ทำลายความสมดุลของธรรมชาติไปอย่างมหาศาล จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองและไม่รับผิดชอบ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาค (ประเทศ) และในระดับจุลภาค ทั้งธุรกิจและคนในสังคม

ปัญหาข้างต้นที่เกิดจากการใช้รูปแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน ส่งผลให้หลายภาคส่วนไม่มีรากฐานที่เข้มแข็งเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดีนักในยามที่ประเทศประสบวิกฤตหรือปัญหาที่รุนแรง เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้

คำถามที่เกิดขึ้นคือ หลังวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยควรพลิกฟื้นและพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบหรือทิศทางใด ภายใต้งบประมาณที่จำกัด เพื่อให้ประเทศสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตหรือเหตุการณ์ที่รุนแรงในอนาคต

หลายฝ่ายมีความเห็นที่สอดคล้องกันว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยใช้แนวทางหรือรูปแบบ เดิมคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เนื่องจากจะทำให้ธุรกิจ ภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงแบบเดิม หรือเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

ดังนั้น หลายฝ่ายจึงมองหารูปแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่าหลังโควิด-19 โดยเน้นแนวทางการพัฒนาที่มุ่งไปที่การพลิกฟื้นและพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิดของ green recovery สร้างสมดุลของกระบวนการพัฒนาทั้งสามเสาหลัก คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

green recovery เป็นรูปแบบการพลิกฟื้นและพัฒนาเศรษฐกิจที่อยู่บนหลักการ “ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยหัวใจสำคัญของ green recovery มี 3 ประการ ซึ่งต้องทำควบคู่กัน

หนึ่ง สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับสร้างงานและรายได้ให้คนในสังคม

สอง ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับคนในสังคม

และ สาม การเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจ คนในสังคม และระบบนิเวศ จากผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หากดำเนินการสำเร็จจะทำให้เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของไทยยั่งยืนและเข้มแข็ง ประชาชนและภาคธุรกิจมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับความเสี่ยงและภาวะวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่ผ่านมาหลายประเทศได้มีการนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้แล้ว เช่น ประเทศในกลุ่ม OECD จำนวน 30 ประเทศ ได้กำหนดมาตรการสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ให้เงินอุดหนุนและเงินกู้โครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและธุรกิจที่ใช้พลังงานสะอาด ให้เงินอุดหนุนกับภาคครัวเรือนและธุรกิจที่เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน

รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนในการดำเนินโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศ สำหรับประเทศในสหภาพยุโรป ภายใต้นโยบาย European Green Deal ฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero emission) ภายในปี ค.ศ. 2050 ทั้งนี้ ได้กำหนดกรอบวงเงินสนับสนุนจำนวนรวมทั้งสิ้น 7.5 แสนล้านยูโร

สอดคล้องกับแนวทางของประเทศกลุ่ม OECD ที่เน้นส่งเสริมการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม ระบบขนส่งปล่อยคาร์บอนต่ำ ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน

สำหรับตัวอย่างแนวทางการพัฒนาของประเทศในแถบเอเชีย พบว่า ประเทศสิงคโปร์เน้นการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน ประเทศมาเลเซียเน้นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

ประเทศเกาหลีใต้มีการประกาศใช้นโยบาย South Korea’s Green New Deal เน้นการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการจัดการความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำหรับประเทศจีน เน้นการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน การสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถไฟความเร็วสูง จัดตั้งกองทุน National Green Development Fund ลงทุนในกิจกรรมที่ช่วยจัดการปัญหามลพิษ การฟื้นฟูระบบนิเวศ อนุรักษ์พลังงานและทรัพยากรทางธรรมชาติ ฯลฯ

ย้อนกลับมามองแนวทางการพลิกฟื้นเศรษฐกิจตามรูปแบบของ green recovery ในบริบทของไทย พบว่า ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนไปสู่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG model การพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียวอยู่แล้ว

ดังนั้น จึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีที่ภาครัฐจะดำเนินการฟื้นฟูและพลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ตามหลักการของ green recovery ซึ่งสอดรับกับแนวคิดของ BCG model อย่างไรก็ดี ทุกภาคส่วนต้องปรับตัวรองรับบนหลักการความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

สำหรับภาครัฐจำเป็นจะต้องมีความชัดเจนและผลักดันให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสภาพภูมิอากาศ หนุนเพิ่มศักยภาพของภาคธุรกิจในทุกขนาดธุรกิจและอุตสาหกรรม ร่วมผลักดันอย่างจริงจัง การสร้างความตระหนักรู้และปรับความคิดของภาคประชาชนและภาคธุรกิจให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าตามหลักคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมน้อยลง

สิ่งที่สำคัญคือ ภาครัฐควรหลีกเลี่ยงการให้การสนับสนุนกับอุตสาหกรรมหรือการลงทุนในกิจกรรมที่ปล่อยมลพิษหรือก๊าซเรือนกระจกสูง สร้างแรงจูงใจให้หันมาปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและดำเนินธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมากขึ้น

ภาคธุรกิจก็ต้องปรับตัวจะได้ประโยชน์จากโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โดยภาคธุรกิจจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนมาดำเนินธุรกิจโดยไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงจับมือกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อปรับเปลี่ยนสู่ green supply chain โดยเน้นการผลิตสินค้าและจัดการวัตถุดิบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคในสหภาพยุโรป เพื่อป้องกันการสูญเสียโอกาสในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าที่อาจใช้มาตรการ nontariff เพื่อกีดกันสินค้าที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมก็เป็นได้ การเร่งปรับตัวของภาคธุรกิจในลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้ธุรกิจได้รับความสนใจจากนักลงทุนโดยเฉพาะกองทุนต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับ environmental, social and governance (ESG)

ส่วนของภาคประชาชนควรปรับตัวหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภค เน้นสนับสนุนสินค้าและบริการที่ผลิตด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและอนุรักษ์พลังงาน นอกจากนี้ ภาคครัวเรือนควรเพิ่มทักษะใหม่ ๆ หรือพัฒนาทักษะให้สอดรับกับความต้องการในตลาดแรงงานที่จะเปลี่ยนไปจากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จากการคาดการณ์โดย World Economic Forum พบว่า การพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว (green growth) ที่ปล่อยคาร์บอนต่ำจะช่วยสร้างอาชีพได้สูงถึง 395 ล้านตำแหน่งทั่วโลก และอาจช่วยสร้างมูลค่าธุรกิจสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี ค.ศ. 2030

แต่หากภาคส่วนต่าง ๆ ไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกสูงถึง 600 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในสิ้นศตวรรษนี้

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปรับรูปแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ประเทศ ภาคธุรกิจ และประชาชนมีความแข็งแกร่งและพร้อมรับมือกับความเสี่ยงและโอกาสใหม่ ๆ ในอนาค

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ระดมสมอง