ช่วง 3-4 ปีที่่ผ่านมา ใคร ๆ ก็อยากเป็นสตาร์ตอัพจึงมีสตาร์ตอัพรุ่นใหม่เกิดขึ้นในแทบจะทุกอุตสาหกรรม ในแง่นักลงทุนก็สนใจเข้ามาลงทุน แม้นับวันจะหาสตาร์ตอัพดาวรุ่งที่น่าสนใจจริง ๆ ยากขึ้น กระทั่งมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบกับทุกธุรกิจ ไม่เว้นแม้แต่สตาร์ตอัพ โดยเฉพาะในกลุ่ม TravelTech และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นสตาร์ตอัพหรือไม่ก็ตาม ในทุกวิกฤตมีโอกาส และรอดได้ ถ้าปรับตัวทัน
พลิกโมเดลใหม่ปั้นรายได้
นายสมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “Local ALike” สตาร์ตอัพธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวว่า Local ALike ได้รับผลกระทบหนักจากการที่นักท่องเที่ยวหายไป ทำให้ต้องเร่งปรับโมเดลธุรกิจหันมาเจาะผู้บริโภค เพื่อทดแทนลูกค้าองค์กร ซึ่งเคยเป็นฐานหลัก รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ได้แก่ “Local Aroi” แพลตฟอร์มจำหน่ายอาหารชุมชน จาก 30 ชุมชน และ “Local ALot” แพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าชุมชน ทำให้สามารถสร้างรายได้ในปี 2563 ได้กว่า 10 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังร่วมมือกับกลุ่มดุสิตธานีให้บริการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยนำร่องที่ชุมชนกุฎีจีน คาดว่าในปี 2564จะร่วมกับธุรกิจโรงแรม และร้านอาหารเพิ่มเติม รวมไปถึงการเพิ่มสกิล และรีสกิลพนักงานให้ทำงานได้หลายตำแหน่ง เช่น จากไกด์มาประกอบอาหาร และจากนักพัฒนาชุมชนมาเป็นนักการตลาด เป็นต้น
นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า วิกฤตโควิด-19 สร้างปัญหาด้านเงินทุนให้สตาร์ตอัพไทยอย่างมาก แต่ปัจจุบันเริ่มคลี่คลายขึ้นบ้างจากช่องทางการระดมทุนใหม่ ๆ เช่น การระดมทุนแบบ CrowdFunding ผ่านอินเทอร์เน็ต ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นการเพิ่มโอกาสให้สตาร์ตอัพไทยเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จัดงานสตาร์ตอัพแฟร์ “Government Procurement” สร้างพื้นที่ให้สตาร์ตอัพและหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมทุน
“สตาร์ตอัพที่จะรอดได้หลังโควิด-19 ต้องมีกระแสเงินสดในมือ และรู้จักบริหารจัดการเงินที่มีอยู่ให้เกิดสภาพคล่องมากที่สุด รวมถึงการเร่งปรับสินค้าและบริการให้มีความหลากหลายสอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน”
ด้าน ผศ.ดร.ศรายุทธ เรืองสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย แค็บ จำกัด ผู้ให้บริการแท็กซี่แบบครบวงจร กล่าวว่า สตาร์ตอัพไทยที่พึ่งพาธุรกิจท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 รวมถึงบริษัทเอง เพราะต้องนำเข้าเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ จึงใช้ช่วงจังหวะนี้ทรานส์ฟอร์มองค์กรเข้าสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ และพัฒนาบริการใหม่ ๆ ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขอนามัยมากขึ้น โดยมีการออกแบบระบบแอร์แยก โดยแบ่งสัดส่วนที่นั่งระหว่างพนักงานขับรถกับผู้โดยสารด้วยฉากกั้น เป็นต้น ทั้งอบรม และตรวจสุขภาพพนักงานขับรถก่อนเริ่มงาน
“เราเริ่มทดลองมาตั้งแต่ ส.ค. ก่อนเปิดเป็นทางการ 16 ต.ค.ที่่ผ่านมา ได้ผลตอบรับที่ดี มียอดการใช้บริการสูงถึง 1,000 ครั้งต่อวัน หรือโตขึ้นเดือนละ 40% ทั้งยังขยายไปยังธุรกิจใหม่ คือ บริการให้เช่ารถในงานอีเวนต์ เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงโรงแรม เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ ปัจจุบันมีแท็กซี่ให้บริการแล้วกว่า 250 คัน ตั้งเป้าปี 2564 มีแท็กซี่ให้บริการในกรุงเทพฯกว่า 2,000 คัน ส่วนแผนระยะยาวจะขยายไปยังบริการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารับจ้าง ซึ่งได้เงินลงทุนมาจากบริษัทในกลุ่ม ซี.เอ.เอส 1,000 ล้านบาท”
โอกาสรอดน้อย
นายคมสันต์ ลี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แฟลช เอ็กซ์เพรส จำกัด ผู้ให้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจร กล่าวว่า อุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยกว่า 90% ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมไปถึงสตาร์ตอัพด้วย เนื่องจากผู้ลงทุนไม่มั่นใจกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจึงชะลอการลงทุน
ดังนั้น สิ่งแรกที่สตาร์ตอัพต้องทำคือรัดเข็มขัด และหาแนวทางใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจ โดยต้องกล้าตัดสินใจเพื่อความอยู่รอด ซึ่งหากมองอัตราส่วนของสตาร์ตอัพในประเทศที่พัฒนาแล้ว จะพบว่าในทั้งหมดที่จะอยู่รอดไปจนถึงซีรีส์ A มีเพียง 5% และไปถึงซีรีส์ D มีเพียง 1% และจะอยู่ถึงนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหุ้นหรือ IPO ได้จะเหลือเพียง 0.5%
“ก็อยากแนะนำให้คนที่อยากเป็นสตาร์ตอัพ ไปเข้าร่วมในโครงการงบ่มเพาะสตาร์ตอัพทั้งหลายก่อน เพื่อช่วยบ่มเพาะให้พร้อมสำหรับเข้าสู่ธุริจ ประสบการณ์จากสตาร์ตอัพรุ่นพี่ ๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว หรือเคยทำผิดมาก่อน จะช่วยขัดเกลาโมเดลธุรกิจให้ได้ ก่อนที่จะออกไประดมทุน หรืออาจจะเข้าร่วมทุนกับสตาร์ตอัพด้วย”
ตั้งกองทุนหนุนสตาร์ตอัพ
นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2563 สตาร์ตอัพได้รับผลกระทบหนักจากโควิด-19 หลายรายเริ่มเหนื่อย ขาดทั้งกำลังทรัพย์ ลูกค้า และโอกาสในการลงทุน ดังนั้นในปีหน้า รัฐบาลจะตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัพไทยโดยเฉพาะ รวมถึงการเร่งปรับแก้กฎหมายให้สตาร์ตอัพทำงานได้ง่ายขึ้น
ปัญหาที่ทำให้สตาร์ตอัพไทยไม่ประสบความสำเร็จ มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ขาดความเชื่อมั่นจากนักลงทุนไทย 2.ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ เนื่องจากไม่ได้มีทรัพย์สินที่ตีเป็นมูลค่าได้ ทำให้ไม่สามารถขอเงินจากนักลงทุนหรือธนาคารได้ และ 3.ไทยยังมีกฎหมายหลายอย่างสร้างข้อจำกัดในการแข่งขัน เช่น การจดทะเบียนบริษัท การถือหุ้น หรือการเก็บภาษี เป็นต้น
“ปี 2564 รัฐบาลเตรียมจัดตั้งกองทุนสตาร์ตอัพ ตั้งงบฯไว้แล้วพันล้านบาทเพื่อทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้สตาร์ตอัพตั้งแต่ระดับซีรีย์ A ไปถึงซีรีย์ C และแมชชิ่งสตาร์ตอัพกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และคาดว่าหลังควบรวม CAT และ TOT เป็นบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ หรือNTแล้ว ดีอีเอสก็จะดึง NT มาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทุนเพื่อสนับสนุนกลุ่มสตาร์ตอัพไทย โดยมี ดีป้า ในสังกัดดีอีเอส ร่วมสนับสนุนอีกแรง ตั้งเป้าว่าในไตรมาสแรกปี 2564 กองทุนนี้จะมีงบฯจัดตั้งทั้งสิ้น 2 พันล้านบาท”
รัฐมนตรีดีอีเอสกล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในหลายประเทศรวมถึงไทยเกิดจากกลุ่มสตาร์ตอัพ แต่การขยายต่อยอดแนวคิดให้ใช้งานได้จริงมีความสำคัญมาก รัฐบาทจึงเห็นความสำคัญ และจะเข้าไปมีส่วนช่วยในการส่งเสริมสนับสนุนสิ่งที่สตาร์ตอัพต้องการ เพราะถ้าสามารถเติบโตได้ก็จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์
โฟกัส 3 กลุ่มอุตสาหกรรม
ก่อนหน้านี้ ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า กล่าวว่า ในปี 2564 จะเดินหน้าสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ตอัพต่ออีก 70 ราย แบ่งเป็นสตาร์ตอัพกลุ่มใหม่ ๆ 0 ราย และกลุ่มที่แข็งแรงเติบโตในระดับซีรีส์ A อีก 10 ราย โดยสตาร์ตอัพที่ดีป้าจะเข้าไปสนับสนุนมากขึ้น มี 3 กลุ่ม คือ กลุ่มเกษตร (AgriTech) ท่องเที่ยว (TravelTech) ที่เตรียมตัวในการพัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบช่วงผ่านพ้นจากวิกฤตโควิด-19 หรือช่วงโควิด-19 ยังอยู่ แต่มีวัคซีนรักษา และอีกกลุ่มคือ ด้านการศึกษา (EdTech)
“ที่ผ่านมาดีป้าให้การสนับสนุนสตาร์ตอัพไปแล้วเกือบ 100 ราย และผลจากสนับสนุนสตาร์ตอัพที่ผ่านมาทำให้ปี 2564 ไทยจะมีสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์น (unicorn) ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ รวม 2 ราย แต่ยังบอกไม่ได้ แต่ “โอมิเซะ” ผู้ให้บริการ payment gateway ถือเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของไทย”