เจาะลึก ‘NIA Venture’ กลไกรัฐถือหุ้น-ร่วมทุน ‘สตาร์ตอัพ’
การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2569 ในราชกิจจานุเบกษา ปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ปลดล็อกให้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ส่งเสริม และสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมได้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เพราะสามารถถือหุ้นในสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี (SMEs) หรือเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุนได้อย่างเต็มรูปแบบ
เปิดกลไก “NIA Venture”
“กริชผกา บุญเฟื่อง” ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า การปลดล็อกข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของระบบนวัตกรรมไทย จากเดิมที่ NIA มีบทบาทหลักในการสนับสนุนสตาร์ตอัพ และเอสเอ็มอีผ่านรูปแบบเงินทุนให้เปล่า หรือเงินทุนอุดหนุนโครงการเป็นหลัก ก็สามารถใช้กลไกการลงทุนผ่าน “NIA Venture” ในลักษณะเงินทุนกระตุ้น (Catalytic Capital) เพื่อดึงดูดเงินทุนเอกชนให้เข้ามาร่วมลงทุนได้
และได้วางกรอบการจัดสรรเงินลงทุนของ NIA Venture ไว้ 3 รูปแบบ ครอบคลุมระยะธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น (Seed) ถึง Series C ได้แก่
1.PE Trust (40%) สำหรับร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัพ และเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในธุรกิจระยะ Series A-Pre IPO หรือมีรายได้ 20-100 ล้านบาท เพื่อการเติบโตและเชื่อมต่อตลาดทุน
2.Holding Company (30%) ซึ่งจะร่วมลงทุนในกิจการของสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูง ผ่านการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ไปยัง Holding Company ของสถาบันการศึกษา เอกชน หรือสมทบกองทุนอื่น (Fund of Funds, FOF) เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมที่หลากหลาย
และ 3.Corporate Co-Funding (30%) สนับสนุนเงินทุนให้ธุรกิจนวัตกรรมในระยะ Seed-Series A ร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA (Listed Investor) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 24 ราย และกำลังอยู่ในช่วงของการรับรองอีก 6 ราย โดยจะลงทุนให้ไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย และมีการเพิ่มทางเลือกแบบ Convertible Note หรือการเปลี่ยนเงินให้ทุนที่เคยต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย เป็นการถือหุ้นแทนได้ หากสตาร์ตอัพยังไม่พร้อมคืนเงินตามเวลาที่กำหนด
“คาดว่าจะเริ่มใช้กลไก NIA Venture ได้หลัง 1 ต.ค. 2569 เป็นช่วงเริ่มต้นปีงบประมาณ 2570 พอดี ปัจจุบันกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ที่เป็นแหล่งเงินทุนหลักยังอยู่ในช่วงพิจารณางบฯ ซึ่งวัตถุประสงค์ของกลไกนี้ไม่ได้จะเข้าไปแข่งกับนักลงทุน แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ตอัพ และเอสเอ็มอีในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น”
ประโยชน์ของกลไกใหม่
แม้จะมีการเพิ่มกลไก NIA Venture เข้ามา แต่ก็ยังไม่ทิ้งกลไกการให้ทุนแบบเดิม (Grant) ที่มี 8 รูปแบบ เช่น กลไกนวัตกรรมแบบเปิด (OpenInnovation) กลไกการขยายผลนวัตกรรมในระดับภูมิภาคสู่ตลาด (Regional Market Validation) และกลไกการขยายธุรกิจนวัตกรรม (Market Expansion) เป็นต้น
“กลไกของ NIA Venture มุ่งเน้นไปที่การปิดช่องโหว่ของข้อจำกัดในอดีต โดยเฉพาะการดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากฝั่ง VC/CVC เห็นว่ามีภาครัฐร่วมรับความเสี่ยงก็จะกล้าลงทุนมากขึ้น รวมถึงเป็นสะพานที่ช่วยให้กองทุนของมหาวิทยาลัยมีโอกาสในการลงทุนที่หลากหลายขึ้น จากที่เคยลงทุนได้แค่ในรั้วของตนเอง”
หรือแม้แต่ในกรณีที่ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของธุรกิจจะเข้าระดมทุน (Fund Raising) รอบใหม่ ก็สามารถซื้อหุ้นคืนจาก NIA ได้ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าตลาด เพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้น และความเป็นเจ้าของธุรกิจ เมื่อทำดีลกับนักลงทุนรายใหม่ เพราะบางรายเข้าระดมทุนหลายรอบจนเหลือสัดส่วนหุ้นในบริษัทน้อยมาก
“การลงทุนของ NIA ไม่เคยแสวงหากำไรอยู่แล้ว รายได้และผลตอบแทนทั้งหมดจะส่งกลับคืนเข้าสู่กองทุนเพื่อนำไปลงทุนกับสตาร์ตอัพรายใหม่ ๆ”
ขณะเดียวกันได้มีการปรับโครงสร้างองค์กรโดยแยกสายงานผู้ให้ทุน และสายงานร่วมลงทุนออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนกันของอำนาจหน้าที่ รวมถึงมีการตั้งคณะกรรมการที่ดึงบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมตัดสินใจ เพื่อความโปร่งใสในการดำเนินงาน

ลงทุน 5 อุตสาหกรรมหลัก
“กริชผกา” พูดถึงแนวทางการให้ทุนว่า ในปีงบฯ 2569 ได้รับงบฯ สำหรับการให้ทุนราว 700-800 ล้านบาท ปัจจุบันใช้ลงทุนในสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีไปแล้ว 80% หรือประมาณ 200 ราย รายละ 1.5-5 ล้านบาท จากจำนวนผู้ยื่นขอทุนกว่า 900 ราย ซึ่งเม็ดเงินที่ได้ในแต่ละปีงบฯ สามารถลงทุนได้มากสุด 400-500 ราย
“งบฯสำหรับการให้ทุนจะมาจากกองทุน ววน. และแยกออกจากงบฯของสำนักงานที่ใช้จัดกิจกรรมส่งเสริมต่าง ๆ เช่น งาน SITE อย่างชัดเจน โดยในปีงบฯ 2570 ยื่นของบฯ สำหรับการให้ทุนในกลไกเดิม 1,000 ล้านบาท และกลไกของ NIA Venture 500 ล้านบาท ซึ่งต้องรอดูตัวเลขสุดท้ายหลังจากการตัดงบฯ เสร็จสิ้นอีกครั้ง”
ขณะที่เป้าหมายการลงทุนผ่าน NIA Venture ยังเน้นอุตสาหกรรมหลัก เรียงตามลำดับความสำคัญ ดังนี้ 1.ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ มีเป้าหมายช่วยยกระดับการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชน 2.เกษตรและอาหาร 3.เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวง อว.
4.เศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการสภาพภูมิอากาศ และ 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น อุตสาหกรรมแคแร็กเตอร์และอาร์ตทอย (Art Toy) ที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก แต่สามารถสร้างมูลค่า และดึงดูดเม็ดเงินในกระเป๋าของผู้บริโภคได้
“NIA ต้องการผลักดันธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Deeptech) ให้เติบโต เพราะเชื่อมั่นว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้มหาศาล แม้ว่าในช่วงของการวิจัยและพัฒนาจะใช้เวลาหลายปีก็ตาม”
สถานการณ์ “สตาร์ตอัพไทย”
เมื่อถามถึงสถานการณ์ของธุรกิจสตาร์ตอัพในไทย ผอ. NIA บอกว่า ปัจจุบันธุรกิจสตาร์ตอัพในไทยมีอยู่ราว 2,000 ราย เป็นระยะเริ่มต้น (Early Stage) 800 ราย ถ้าแบ่งตามอุตสาหกรรมจะพบว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ
ขณะที่สตาร์ตอัพสาย “สุขภาพ” มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแอปในเชิงป้องกันและดูแลสุขภาพ (Preventive Application) สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใส่สมาร์ทวอตช์หรือแหวน เพื่อติดตามความเป็นไปของร่างกาย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 2,000 กว่ารายนั้นยังไม่ใช่จำนวนที่แท้จริง เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการบังคับให้สตาร์ตอัพเข้ามาจดทะเบียนจึงยังมีสตาร์ตอัพอีกจำนวนมากที่ไม่ปรากฏในฐานข้อมูล โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จและมีกำไรสูงแล้ว กลุ่มนี้มักไม่เปิดเผยตัวตน เพราะไม่เข้ามาขอรับเงินสนับสนุนจากภาครัฐ
“NIA พยายามผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.สตาร์ตอัพมาโดยตลอด เพราะจะเป็นกลไกเชิงรุกที่จูงใจให้สตาร์ตอัพเข้ามาขึ้นทะเบียนในระบบมากขึ้น ช่วยให้ภาครัฐสามารถมอบสิทธิประโยชน์ที่ส่งเสริมการเติบโตได้อย่างเต็มที่ รวมถึงเปิดกว้างให้สตาร์ตอัพสามารถแบ่งหุ้นให้กับพนักงานได้ (Employee Stock Option Program : ESOP)ซึ่งเป็นโมเดลที่สตาร์ตอัพหลายแห่งในต่างประเทศใช้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการหุ้นมากขึ้น”
ถอดโมเดล “สิงคโปร์”
ขณะที่การสร้าง “ยูนิคอร์น” (สตาร์ตอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวใหม่ของไทยยังอยู่ในจุดที่มีความหวัง โดย NIA พยายามผลักดันโมเดลที่ประสบความสำเร็จในสิงคโปร์อย่าง “Performance-based Procurement” หรือการจัดซื้อจัดจ้างที่วัดจากผลงาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้โซลูชั่นของสตาร์ตอัพในตลาดภาครัฐ
แทนที่จะใช้วิธีการประมูลแบบเดิม รัฐจะตั้ง “โจทย์” ที่ต้องการแก้ไขปัญหาขึ้นมาพร้อมกับกำหนดงบประมาณก้อนใหญ่ หากมีสตาร์ตอัพหรือผู้ประกอบการสนใจยื่นข้อเสนอแข่งขัน รัฐจะให้เงินทุนก้อนเล็กแก่ทุกรายเท่า ๆ กันก่อน เพื่อนำไปทดลองและพัฒนาโซลูชั่นของตนเอง ใครที่สามารถทำผลงานออกมาได้ดีที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะและได้รับผิดชอบโครงการทั้งหมด
“เงินที่ไหลเวียนอยู่ในหน่วยงานภาครัฐแต่ละปีมีมูลค่าสูงมาก ถ้าทั้งภาครัฐและเอกชนพร้อมใจใช้โซลูชั่นของสตาร์ตอัพไทย เชื่อว่าตลาดจะเกิด มีบริษัทที่อยู่รอด และเติบโตในระยะยาวอย่างแน่นอน”
ผอ. NIA ทิ้งท้ายด้วยว่า NIA ตั้งใจให้กลไกของ “NIA Venture” เป็นโมเดลต้นแบบที่สะท้อนว่าเงินลงทุนจากภาครัฐและเอกชนที่ร่วมลงขันกัน สามารถทำให้อุตสาหกรรมสตาร์ตอัพของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้ ภาพอีโคซิสเต็มของการลงทุนกำลังเกิด และเชื่อมไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ