เมื่อความเชื่อใจ แพงกว่าเทคโนโลยี
คอลัมน์ : SD talk
ผู้เขียน : อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
ท่ามกลางบรรยากาศออฟฟิศยุคใหม่ กิตติ ผู้บริหารหนุ่มเลือกติดตั้งระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวของเมาส์และใช้ AI วิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานโดยไม่บอกกล่าว เพื่อกู้ผลประกอบการที่ชะลอตัว
ในสายตาของกิตติ นี่คือกลยุทธ์ที่เฉียบคมเพื่อช่วยองค์กรในยามวิกฤต แต่สำหรับพนักงาน ซอฟต์แวร์นี้เปรียบเสมือนดวงตาปริศนาที่คอยจับจ้องด้วยความระแวง ข่าวลือการเลิกจ้างแพร่สะพัด พนักงานระดับท็อปทาเลนต์ ทยอยลาออกกันหลายคน
ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ Productivity ลดฮวบ แต่คือรอยร้าวในถังน้ำแห่งความไว้วางใจ เมื่อผู้นำเลือกปกปิดและขาดการสื่อสาร สิ่งที่พังทลายจึงไม่ใช่แผนธุรกิจ แต่คือความเชื่อใจที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างคนทำงานและผู้นำ
วิกฤตนี้สะท้อนเทรนด์ใหญ่ระดับโลก รายงาน Edelman Trust Barometer (2026) ชี้ว่า ในยุคที่ AI มีบทบาทสูงและการทำงานแบบไฮบริด ความไว้วางใจในผู้นำคือสินทรัพย์ที่แพงที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ Harvard Business Review (2026) เรื่อง ‘The New Rules of Trust in the AI Era’ ที่ระบุว่า เมื่อองค์กรใช้เทคโนโลยีตัดสินใจพนักงานจะหวาดระแวงเจตนาของผู้บริหารอย่างรุนแรง ผู้นำที่ขาดความโปร่งใสจะสูญเสียความเชื่อมั่นอย่างรวดเร็ว
ภายใต้ IMPACT Leadership Model ที่สลิงชอท กรุ๊ป ร่วมกับ Center for Creative Leadership พัฒนาขึ้น แสดงให้เห็นว่าการสร้างความไว้วางใจ (Earning Trust) ซึ่งอยู่ภายใต้คุณลักษณะ Prover หรือ ‘ผู้พิสูจน์’ ที่มุ่งเน้นการทำงานด้วยความซื่อสัตย์และเห็นอกเห็นใจ ทักษะนี้หมายถึงการรักษาคำมั่นสัญญาและใช้จริยธรรมนำทาง
ผู้นำที่น่าเชื่อใจไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้มเหลว แต่คือผู้ที่ทำตามสัญญาอย่างสม่ำเสมอ ร่วมรับผิดชอบผลลัพธ์โดยไม่โทษผู้อื่น และเปิดเผยกระบวนการตัดสินใจด้วยความจริงใจ เพราะสิ่งเดียวที่เทคโนโลยีทดแทนไม่ได้คือ ความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยาที่มนุษย์มีต่อกัน
ในบริบทธุรกิจไทย เรื่องราวของ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา CEO กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ สะท้อนทักษะการเป็น ‘ผู้พิสูจน์’ ได้ชัดเจนที่สุด ปลายปี 2561 การสูญเสียคุณพ่อผู้เป็นเสาหลักกะทันหันสั่นคลอนความเชื่อมั่นของพนักงานและคู่ค้าอย่างรุนแรง
ท่ามกลางสายตาหวาดระแวงว่าทายาทรุ่นหนุ่มจะประคองเรือลำยักษ์นี้ต่อไปได้หรือไม่ อัยยวัฒน์ก้าวออกมาเผชิญหน้าเพื่อแสดงความรับผิดชอบและสัญญาที่จะสานต่อเจตนารมณ์ด้วยความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นการปักเสาเข็มความเชื่อมั่นต้นแรกใหม่
แต่บททดสอบจริงมาถึง เมื่อโควิด-19 พ่นพิษ รายได้กลายเป็นศูนย์ในชั่วข้ามคืน ท่ามกลางวิกฤตเขาประกาศหนักแน่นว่าจะไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน การตัดสินใจนี้มีราคาสูงลิ่วทางการเงิน แต่ในเชิงความรู้สึกมันคือการเติมน้ำเต็มถังแห่งความไว้วางใจในยามสิ้นหวัง
เขาริเริ่มแคมเปญ ‘คิง เพาเวอร์ ทีม เพาเวอร์’ เปลี่ยนพนักงานทุกแผนกเป็นนักขายออนไลน์พร้อมจัดอบรมทักษะใหม่อย่างเป็นระบบ ทุกคนทุ่มทำงานสุดความสามารถ เพราะรู้ว่าผู้นำมองพวกเขาเป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ไม่ใช่ตัวเลขต้นทุน ผลลัพธ์คือองค์กรรอดพ้นวิกฤตและเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างแข็งแกร่ง และพิสูจน์ว่าความไว้วางใจเกิดจากการกระทำจริง
สำหรับผู้นำที่ต้องการพัฒนาทักษะนี้ มีสามแนวทางที่ปรับใช้ได้ทันที ประการแรกคือ ทำตามสัญญาอย่างเคร่งครัด แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยที่สุด โดยจดบันทึกข้อตกลงและติดตามอย่างสม่ำเสมอ หากทำไม่ได้ตามกำหนดให้รีบสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา ประการที่สองคือ สร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อลดความระแวง เปิดพื้นที่รับฟังความกังวลของพนักงานอย่างจริงใจ โดยเฉพาะความมั่นคงในอาชีพยามเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท
และประการสุดท้ายคือ แสวงหาความรู้เพื่อขัดเกลากระบวนการคิด ผ่านเวิร์กช็อปที่เน้นจริยธรรมและการบริหารที่โปร่งใส เพื่อให้มีกรอบความคิดที่แหลมคมในการประเมินผลกระทบต่อทีมงานรอบด้าน
การเป็นผู้นำที่น่าไว้วางใจไม่ได้เรียกร้องให้ต้องเป็น CEO ขององค์กรยักษ์ใหญ่ เพียงเริ่มตระหนักรู้ถึงน้ำหนักของคำพูดและพฤติกรรมในแต่ละวัน ตั้งใจจริงที่จะรักษาคำมั่นสัญญา และมองพนักงานด้วยความเคารพและเห็นอกเห็นใจ พวกเราทุกคนก็สามารถพัฒนาตนเองเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดได้แล้ว
คำถามชวนคิดที่อยากฝากไว้คือ วันนี้สิ่งที่เราทำกำลังสร้างความเชื่อมั่นหรือกำลังสั่นคลอนหัวใจของคนรอบข้างโดยที่เราไม่รู้ตัวอยู่กันแน่ และเราพร้อมหรือยังที่จะเริ่มต้นเติมความไว้วางใจลงในใจของพนักงาน ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป