เปิดโรดแมป “อินเดีย” ฉีดวัคซีน 300 ล้านคน พร้อมแผนพิชิตผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
รัฐบาลอินเดียประกาศโครงการฉีดวัคซีนโรคโควิด-19 ให้กับประชากร 300 ล้านคน พร้อมแผนนำร่อง “ระบบข้อมูลสุขภาพ” ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็ง ตามพื้นที่ทุรกันดารของประเทศได้
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2564 สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ประเทศอินเดียได้เริ่มโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าฉีดวัคซีนประชากร 300 ล้านคนภายใน 6-8 เดือนแรกปีนี้ ซึ่งตอนนี้อินเดียเตรียมวัคซีนของบริษัท “แอสตร้าเซนเนก้า พีแอลซี” และ บริษัท “ภารัต ไบโอเทค” ผู้ผลิตวัคซีนของอินเดีย โดยวัคซีนทั้ง 2 รายผลิตขึ้นในประเทศอินเดีย
“ปราดีน ปาร์เดชี” ผู้นำโครงการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สถาบันฝึกอบรมและวิจัยแห่งสหประชาชาติ รายงานผ่านสำนักข่าวอินเดียน เอ็กซ์เพรสว่า แม้อินเดียจะเริ่มโครงการฉีดวัคซีนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอาจมีอุปสรรคตามมามากมาย

แต่ปาร์เดชีมองว่า “โรดแมป” หรือเส้นทางการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่รัฐบาลอินเดียวางแผนไว้ นอกจากช่วยสกัดโควิด-19 ตามเป้าหมายแล้ว ยังอาจช่วยรักษาผู้ป่วยโรคอื่น ๆ ตามพื้นที่ทุรกันดารได้
ปาร์เดชีระบุว่า รัฐบาลอินเดียถอดแบบโครงการฉีดวัคซีนของประเทศ “อิสราเอล” ซึ่งสามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชากร 2 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั่วประเทศ โดยปัจจัยความสำเร็จในการฉีดวัคซีนของอิสราเอล คือ การดึงบุคลากรจากหลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินกระบวนการฉีดวัคซีน และให้ผลตอบแทนในการทำงานล่วงเวลา
โดยอินเดียเตรียมดึงนักศึกษาพยาบาล พยาบาลผดุงครรภ์ และเจ้าหน้าที่กองทัพและหน่วยบริการที่เกษียณอายุแล้ว ตามถิ่นทุรกันดารของประเทศ มาเป็นบุคลากรที่ฉีดวัคซีนตามหมู่บ้านต่าง ๆ ตามจุดให้บริการฉีดวัคซีนกว่า 3,006 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงการดึงคนหนุ่มสาวในชนบทที่มีการศึกษา มาอบรมดิจิทัลขั้นพื้นฐานเพื่อดำเนินการลงทะเบียน และขับเคลื่อนการฉีดวัคซีน ซึ่งจะทำให้อินเดียมีโอกาสบรรลุเป้าหมายผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนตามที่ตั้งไว้ได้
ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียวางแผนว่า หนึ่งในกลุ่มคนที่จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อนคือ “ผู้ที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง” (NCD:non-communicable disease) ซึ่งโรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่แพร่กระจายจากคนสู่คน แต่เป็นโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ซึ่งจะมีการดำเนินโรคอย่างช้า ๆ ค่อย ๆ สะสมอาการอย่างต่อเนื่อง เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และมะเร็ง
รายงานวิชาการจากประเทศอินเดียระบุว่าผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เกิน 70% เกิดจากผู้ที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมาก่อน จึงลำดับความสำคัญให้ฉีดวัคซีนกับกลุ่มคนเหล่านี้ก่อน ซึ่งปาร์เดชีมองว่าโอกาสนี้อาจจะทำให้รัฐบาลสามารถเข้าวินิจฉัยผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังดังกล่าว ผ่านโครงการฉีดวัคซีนได้
ขณะที่ข้อมูลการฉีดวัคซีนของทุกคนจะถูกบันทึกไว้บนแพลตฟอร์ม “โควิน” (CoWin) ของรัฐบาล ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงนำข้อมูลบนแพลตฟอร์มมาทำเป็น “ระบบจัดการข้อมูลสุขภาพ” (Health Management Information System) ของผู้ป่วยโรคโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD)
ดังนั้นโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของอินเดียจะมอบโอกาสให้ทางรัฐบาลสามารถตรวจสอบและอัพเดตข้อมูลของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอีกด้วย ซึ่งปาร์เดชีมองว่า สามารถรักษาโรคเหล่านี้ผ่านศูนย์ฉีดโควิด-19 หรือศูนย์เหล่านี้อาจกลายเป็นตัวกลางติดต่อให้กับทางสาธารณสุขของรัฐบาล เพื่อสามารถให้คำแนะนำการรักษาโดยไม่ต้องไปสถานพยาบาลได้
สรุปแล้ว ปาร์เดชีมองว่าโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 ทั่วประเทศ ช่วยให้รัฐบาลอินเดียสามารถเก็บข้อมูลของผู้ที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามถิ่นทุรกันดาร ทำให้ได้ประโยชน์ทั้งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และวินิจฉัยผู้ป่วยโรคติดต่อไม่เรื้อรังไปพร้อม ๆ กัน