เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพากร ออกมาตรการภาษีสนับสนุนอุตสาหกรรม MICE หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าเช่าพื้นที่
Finance สรรพากร ออกมาตรการภาษีสนับสนุนอุตสาหกรรม MICE หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของค่าเช่าพื้นที่
ก.ล.ต. กล่าวโทษ 5 ราย ปมเปิด ‘VCEX’ ไร้ใบอนุญาต จ่อปิดกั้น 7 พ.ย.
Finance ก.ล.ต. กล่าวโทษ 5 ราย ปมเปิด ‘VCEX’ ไร้ใบอนุญาต จ่อปิดกั้น 7 พ.ย.
เอกนิติ ย้ำมาตรการวีซ่าใหม่ ไม่กระทบ FDI-สั่งสถานทูตอำนวยความสะดวกนักลงทุน
Finance เอกนิติ ย้ำมาตรการวีซ่าใหม่ ไม่กระทบ FDI-สั่งสถานทูตอำนวยความสะดวกนักลงทุน
เศรษฐกิจเอเชียปี’69 โตแกร่ง อานิสงส์ AI หนุน จับตาน้ำมันแพง-สงครามการค้า
Finance เศรษฐกิจเอเชียปี’69 โตแกร่ง อานิสงส์ AI หนุน จับตาน้ำมันแพง-สงครามการค้า
ยุคของนักไลฟ์ ‘มืออาชีพ’ กำลังมาถึง ไม่ใช่แค่สร้างรายได้ฉ่ำ ๆ แต่บางคนเริ่มตั้ง ‘สังกัด’ ของตนเอง
Tech ยุคของนักไลฟ์ ‘มืออาชีพ’ กำลังมาถึง ไม่ใช่แค่สร้างรายได้ฉ่ำ ๆ แต่บางคนเริ่มตั้ง ‘สังกัด’ ของตนเอง
เอกนิติ จ่อคลอดอัตราภาษีรถอีวี ภายใน 1-2 สัปดาห์ ยันสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
Finance เอกนิติ จ่อคลอดอัตราภาษีรถอีวี ภายใน 1-2 สัปดาห์ ยันสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
‘ศุภจี’ ลุยหลังน้ำท่วม เช็ก Supply Chain โตโยต้า สกัดผลกระทบผลิต-ส่งออก
Economic ‘ศุภจี’ ลุยหลังน้ำท่วม เช็ก Supply Chain โตโยต้า สกัดผลกระทบผลิต-ส่งออก
ไทย-ญี่ปุ่น สร้างการเติบโตร่วมกัน ยกไทยให้เป็น Investment Gateway แห่งภูมิภาค
Economic ไทย-ญี่ปุ่น สร้างการเติบโตร่วมกัน ยกไทยให้เป็น Investment Gateway แห่งภูมิภาค
เอกนิติ ไร้กังวล เตรียมแผน BCP รองรับน้ำท่วม มั่นใจไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ AM2026
Finance เอกนิติ ไร้กังวล เตรียมแผน BCP รองรับน้ำท่วม มั่นใจไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ AM2026
ดูทั้งหมด

ล้มกระดาน ส.ส.ร. รื้อรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา ส่งศาลตีความ “แก้รายมาตรา”

07 ก.พ. 2564 | 16:21น.

ในช่วงที่นักเลือกตั้งแห่งสภาผู้ทรงเกียรติกำลังชุลมุน-โหมโรงญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อีกหนึ่งวาระที่ดูเหมือนเงียบ แต่ไม่เงียบ คือ เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่ในรัฐสภา

เมื่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่… พ.ศ. … ที่มี วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ และประธานวิปรัฐบาล ได้บทสรุปแล้วหลายวาระ

เคาะ ส.ส.ร. 200 คน

อาทิ การได้มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อขึ้นโครงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มี ส.ส.ร.จำนวน 200 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั่วประเทศ ใช้ “เขตจังหวัด” เป็น “เขตเลือกตั้ง”

เบื้องต้น คาดว่าจะคำนวณจำนวน ส.ส.ร.ที่แต่ละจังหวัด “พึงมี” ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.ร.เฉลี่ยด้วยจำนวน ส.ส.ร. 200 คน จำนวนที่ได้รับให้ถือว่าเป็นจำนวนราษฎรต่อ ส.ส.ร. 1 คน ดังนั้น จำนวน ส.ส.ร.แต่ละจังหวัดจะมีจำนวนไม่เท่ากัน

กำหนดวันร่าง 240 วัน

ระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของ ส.ส.ร. จำนวน 240 วัน ยึดตามร่างแก้ไขฉบับของพรรคร่วมรัฐบาล จากเดิมในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน กำหนดให้มีเวลาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 120 วัน

ใช้ 500 เสียงชี้ขาดแก้ รธน.

มาตรา 256 ว่าด้วยมติของสมาชิกรัฐสภา ในชั้นรับหลักการแก้รัฐธรรมนูญ วาระที่ 1 และการลงมติในวาระที่ 3 ให้ใช้เสียง 2 ใน 3 คือ 500 เสียงขึ้นไป ซึ่งทำให้เสียงของ ส.ว.มีส่วนชี้ขาดในวาระรับหลักการ และลงมติวาระ 3 อีกครั้ง

แต่ไม่จำเป็นต้องมีเสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือ 84 เสียงของ ส.ว.มาเป็นเงื่อนไขในการลงมติเหมือนรัฐธรรมนูญ 2560

ดังนั้น เกมแก้รัฐธรรมนูญในห้องประชุม กมธ.กำลังใกล้จบ ก่อนนำเข้าสู่วาระ 2 แปรญัตติเป็นรายมาตรา ในช่วง 24-25 กุมภาพันธ์

ตามไทม์ไลน์ หลังจากจบวาระ 2 จะต้องทิ้งไว้ 15 วัน โดยรัฐสภาจะเปิดการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อถกเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ในวันที่ 15-16 หรือเป็นวันที่ 24 มีนาคม เพื่อโหวตวาระ 3

ลุ้นโหวตส่งศาล รธน.

ทว่า ก่อนจะถึงวันนั้น มีคิวแทรกที่ต้องติดตามคือ ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ในการประชุมรัฐสภา จะมีวาระ “ชี้ขาด” เกมแก้รัฐธรรมนูญครั้งสำคัญ

คือกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พลังประชารัฐ และ นายสมชาย แสวงการ ส.ว. เป็นผู้เสนอ ให้รัฐสภามีมติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2)

เป็น “ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของรัฐสภา กรณีร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในการตั้ง ส.ส.ร. มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่”

เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้กำหนดให้เขียนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่ได้เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับ 2557

“มีเพียงแต่เฉพาะบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเท่านั้น ดังนั้น การกระทำใด ๆ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำดังกล่าวเป็นอันใช้บังคับมิได้”

“การพิจารณาและวินิจฉัยว่า รัฐสภาไม่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย”

3 ทาง แก้ทั้งฉบับ-รายมาตรา

“ไพบูลย์” เพลย์เมกเกอร์คนสำคัญในฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐบาล ผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เชื่อว่าหากรัฐสภาลงมติส่งญัตติให้ศาลตีความ จะมีผลออกมาใน 3 ทาง คือ 1.ศาลให้แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ แต่ต้องทำประชามติถามประชาชนก่อน 2.ทำได้ เพราะเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องนำไปทำประชามติถามความเห็นประชาชนอีกครั้ง

และ 3.ทำไม่ได้เด็ดขาด เพราะรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ทำได้เพียงแก้ไขเพิ่มเติม คือ แก้เป็นรายมาตราเท่านั้น ไม่ใช่ร่างใหม่ทั้งฉบับ

“ถ้าศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ให้แก้ทั้งฉบับโดยมี ส.ส.ร.ได้ก็ทำไป แต่ถ้าศาลวินิจฉัยว่าทำไม่ได้ กมธ.ก็ต้องตั้ง กมธ.รัฐสภา ส.ส.และ ส.ว. 45 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทำหน้าที่แทน ส.ส.ร. ถ้ามีความเห็นร่วมกันของ กมธ.ก็เสนอโดยสมาชิกเข้าชื่อกันตามมาตรา 256 จะผ่านการพิจารณาด้วยดี 
มีการพิจารณาเป็นรายมาตรา อาจจะมีมาตรา 50-70 มาตรา”

เขาอธิบายความคิดว่า หากแก้รัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ร.ก็ยุ่งเพราะต้อง เกิดประเด็นโต้แย้งในสภา และนอกสภา

และทำไมต้องคิดว่า ส.ส.ร.มีศักดิ์ศรีมากกว่า ส.ส.และ ส.ว.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ ส.ส.และ ส.ว. 500 คน
สามารถทำได้ และยังเร็วกว่า ไม่ต้องเสียเงินเป็นหมื่นล้านเพื่อเลือกตั้ง ส.ส.ร. แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายเรื่องรัฐธรรมนูญก็ต้องไปส่งศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี

“เพราะถ้าไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ มีแนวโน้ม ส.ว.งดออกเสียง ทำให้เสียงไม่ถึง 1 ใน 3 ทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป” ไพบูลย์กล่าวถึงแนวโน้มวันโหวต 9 กุมภาพันธ์

กฤษฎีกาแนะส่งศาลตีความ

อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงวันโหวต 9 กุมภาพันธ์ มีร่องรอยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจต้องผ่านมือศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด ตั้งแต่กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเริ่มตั้งไข่

ย้อนความไป เมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่มี “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี สายตรงจากทำเนียบรัฐบาล เป็นประธาน

ได้สรุปปัญหาในรัฐธรรมนูญส่งต่อให้คณะรัฐมนตรี เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2563 ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ไปทำความเห็นกระทั่งส่งกลับมาที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2563

ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาทำความเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลให้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับจะทำได้หรือไม่ ควรพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องคือคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ที่ระบุการแก้ไขข้อบกพร่องรัฐธรรมนูญ ควรทำเป็นรายมาตรา แต่การยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ควรจัดให้ออกเสียงประชามติจากประชาชนก่อน

และคำวินิจฉัยที่ 15-18/2556 ที่ระบุการแก้ไขที่มา ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งเพียงทางเดียว เป็นการขัดรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลกัน

แต่ทั้งนี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ เป็นการวินิจฉัยภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2550 แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมปี 2560 มีบทบัญญัติเพิ่มเติมเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญไว้ในหมวด 15 เป็นการเฉพาะ

“ดังนั้น การแก้รัฐธรรมนูญย่อมทำได้ แต่สมควรคำนึงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับที่วางแนวทางแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้เป็นบรรทัดฐาน ซึ่งอาจมีการยกเป็นประเด็นส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ เนื่องจากมีแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว”

ซึ่งที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อ 12 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา ก่อนจะส่งให้สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบรายงานดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อดีต กรธ.ชี้แก้ทั้งฉบับไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในรัฐสภาก็มีวาระส่งศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน เริ่มต้นในชั้น กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พุทธศักราช… ก่อนรับหลักการที่มี “วิรัช รัตนเศรษฐ” เป็นประธาน มีข้อเสนอจาก “ไพบูลย์” และ กมธ.ฝ่าย ส.ว.ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ก่อนที่รัฐสภาจะลงมติ เห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับรัฐบาล และฝ่ายค้าน แต่คว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563

ต่อมา 3 ธันวาคม 2563 ภายหลังที่รัฐสภาการตั้ง กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่… พ.ศ. … ที่ประชุม กมธ.ได้เชิญ “อุดม รัฐอมฤต” อดีตกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มาให้ความเห็น โดย “อุดม” ระบุในที่ประชุมว่า

“ในนามส่วนตัวมิใช่ในนาม กรธ.เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ มุ่งหมายให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราเท่านั้น มิได้มุ่งหมายให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ และมิได้มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับได้”

“การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ รัฐสภาอาจเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาก็ได้”

จากเรื่องราวทั้งหมดจึงขมวดปมมาสู่การนัดลงมติของรัฐสภา ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ว่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาดประเด็นแก้รัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ หรือเฉพาะรายมาตรา

โดยมี “คำขู่” ว่า ส.ว.อาจ “งดออกเสียง” เพื่อคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 เป็นตัวประกัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ส.ส.ร.