เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
Biz Movement “อาย กัญญาลักษณ์” เสิร์ฟลุคแรก Miss Supranational 2026
ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
SD ศึกแชมป์ชิงแชมป์สเปน VS อาร์เจนตินาใครชนะก็ได้ใจคนดูทั้งคู่
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวคึกคัก
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
ดูทั้งหมด

ส.ส.ร.น้ำเงิน-ส้ม-แดง-ฟ้าลุ้น สว.ตัวพลิกเกม ชี้ขาดแก้รัฐธรรมนูญ

03 มิ.ย. 2569 | 09:33น.
8-pok
คอลัมน์ : Politics policy people forum

7-8 กรกฎาคม คือวันที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา วางคิวบรรจุวาระแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

“ได้รับร่างจากหลายพรรคแล้ว และได้บรรจุเข้าวาระทั้งหมด ซึ่งจากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมในวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1”

วาระการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เป็นเส้นทางไปสู่การ “มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามเสียงประชามติของประชาชน 21 ล้านเสียง เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569

เทียบโมเดล ส.ส.ร.น้ำเงิน-แดง-ส้ม-ฟ้า

พรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาลเข็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสภาเป็นพรรคแรก ชิงเปิดเกมกำหนดให้มี ส.ส.ร.จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 77 คน จากตัวแทนจังหวัดละ 1 คน อีก 23 คนมาจากสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญตาม “หลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา” กำหนด 8 คนมาจากการเปิดรับสมัคร โดยผู้รับสมัครคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

จากนั้น กกต.จะรวบรวมรายชื่อส่งให้ประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา (สส.และ สว.) คัดเลือกให้เหลือ 100 คน โดยกำหนดโควตา สส.และ สว.คัดเลือก ส.ส.ร.ตามจำนวนเสียงแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภา

ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 45 คน ต้องเป็น ส.ส.ร. 30 คน และอีก 15 คน ตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. ดึงจากบัญชีสำรองของคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. กำหนดกรอบเวลายกร่างรัฐธรรมนูญ 360 วัน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์

ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ โดยเสียงเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีเสียงฝ่ายค้าน และพรรคการเมืองที่ไม่มี สส.เป็นรัฐมนตรี หรือประธานสภาและรองประธานสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และมีเงื่อนไขสำคัญคือ ในจำนวนนี้จะต้องมีเสียง 1 ใน 4 ของ สว. (50) เสียง เห็นชอบด้วย

นอกจากนี้ยังมี “กลไกคู่ขนาน” คือคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 15 คน ส.ส.ร.สำรอง 15 คน และประชาชน 15 คน

ส้ม 2 ร่าง ให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.

ขณะที่พรรคประชาชนยื่นร่างรัฐธรรมนูญ 2 ร่าง โดยมีกำหนด ส.ส.ร. 150 คน แต่ต่างกันตรงที่ ร่างที่ 1 ให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 100 คน โดยใช้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 50 คนมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะตัวแทนกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มประเด็น

เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต ส.ส.ร. 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรองทั้งคณะ หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่

ส่วนร่างที่ 2 ให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร. 200 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 100 คนมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ

จากนั้นรัฐสภาพิจารณาคัดเลือกแบ่งเป็น 2 สาย สายแรก ส.ส.ร.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 200 คน รัฐสภาจะเลือกให้เหลือ 100 คน สายที่สอง ส.ส.ร. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน รัฐสภาจะเลือกให้เหลือ 50 คน ขณะที่กรอบในการร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน กำหนดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลา 360 วัน โดยมีเงื่อนไขไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ-ระบอบการปกครอง โดยเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา

พท.ชูโมเดล 152 สส.เลือกตั้ง

สำหรับพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลแต่มีเพียง 74 เสียง ต้องยืมมือพรรคการเมืองทั้งขั้วฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยชูโมเดล ส.ส.ร. 152 คน

แบ่งเป็น ส.ส.ร.ส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งจากจังหวัด รวม กทม. 100 คน โดยต้องมาจากจังหวัดละไม่น้อยกว่า 1 คน ทั้งนี้ การคำนวณจำนวน ส.ส.ร.พึงมีแต่ละจึงหวัดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศปีสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. เฉลี่ยด้วยผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ส.ร.จำนวน 300 คน เมื่อได้ ส.ส.ร.จำนวน 300 คนแล้วให้รัฐสภาคัดเลือกต่อจนเหลือ 100 คน

ส.ส.ร.ส่วนที่สองอีก 52 คน มาจากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, คณะรัฐมนตรี, ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา, ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด, สภา, สมาคม, องค์กร และองค์กรต่าง ๆ

จากนั้นให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยมาจากการแต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 คน ประกอบด้วย ด้านกฎหมายมหาชน 3 คน ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 3 คน ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญ 4 คน

และมีกลไกคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น 35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน อีก 10 คนแต่งตั้งจากที่ประชุมคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ และคณะวารสารศาสตร์ หรือที่เรียกเป็นชื่อเป็นอย่างอื่นที่เทียบเท่า สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งจำนวน 5 คน และสภาและสมาคมวิชาชีพสื่อ 5 คน

กำหนดเงื่อนไขการร่างรัฐธรรมนูญ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองและรูปแบบรัฐ ใช้เวลาในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 300 วัน โดยการลงมติเห็นชอบร่างฉบับใหม่โดยรัฐสภา : ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา

ปชป.วางกลไกใช้อำนาจ

ส่วนโมเดล ส.ส.ร.ของพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน 100 คน กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งแบบ “Primary Vote” ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยวิธีหยั่งเสียงเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดให้ผู้ที่ได้คะแนนเป็นที่ 1-3 ได้รับเลือกเป็นตัวแทนจังหวัด จากนั้นให้ที่ประชุมรัฐสภาคัดเลือกคนละ 1 ชื่อ ให้เหลือ 80 คน ซึ่งจะได้เป็น ส.ส.ร.ตัวแทนจังหวัด

และมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีประสบการณ์จำนวน 20 คน ประกอบด้วย สาขามหาชน 5 คน สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน ผู้พิพากษาที่ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 5 คน ตุลาการที่คัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 5 คน

เงื่อนไขการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่มีผลการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ นอกจากนี้ยังกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญระบบใหม่ จะต้องมีเนื้อหาสำคัญ อาทิ การออกแบบสถาบันการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองที่ให้มีที่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลได้ วางกลไกการใช้อำนาจรัฐ การใช้อำนาจโดยมิชอบ และผลประโยชน์ทับซ้อน

โดย ส.ส.ร.มีกำหนดเวลาต้องทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน การลงมติเห็นชอบต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

67 สว.จุดชี้ขาดสำคัญ

อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะฝ่าด่านไปถึงการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อยู่ในมือของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบล่าสุด ทุกพรรค ทุกขั้วการเมืองต่างยื่นร่างแก้ไขเป็นของตัวเอง

แต่สุดท้ายการจะผ่าน-ไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว.จำนวน 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง หากได้เสียง สว.ไม่ถึงเป้า การแก้รัฐธรรมนูญก็จะซ้ำรอยเดิม

“พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สมาชิก สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ผู้ที่ออกมาปฏิเสธการมีอยู่ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” กล่าวถึงการที่พรรคการเมืองยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ว่า ใน สว.ก็มีการหารือกันถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะรับหลักการวาระ 1 ร่างใดบ้าง สว.แต่ละคนก็มีความเห็นเป็นของตัวเอง

ส่วนตัวมองว่ารูปแบบ ส.ส.ร.ที่ให้ประชาชนเลือกโดยตรง แล้วให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือกอีกครั้งนั้น อาจขัดหรือแย้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.โดยตรง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่รับ ถ้าไม่รับก็คือไม่รับทั้งฉบับ แต่ถ้ารับหลักการวาระ 1 ก็จะต้องไปแก้ไข แต่ถ้าเป็นการเลือก ส.ส.ร.โดยตรงนั้น ไม่เห็นด้วยอยู่แล้วเพราะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

สว.พิสิษฐ์ ผู้ที่เคยเสนอแปรญัตติให้การเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 จนเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตัดสินใจยุบสภา เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 ในทางส่วนตัวยังคงยืนยันความคิดเดิมว่าต้องการให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีเสียง สว.เห็นชอบด้วย 1 ใน 3

“แต่ผมไม่ก้าวล่วง สว.คนอื่น เขาอาจจะต้องการเสียงเห็นชอบ สว. 1 ใน 4 หรือ 2 ใน 3 หรือยอมรับที่เสียงกึ่งหนึ่งได้ทั้งนั้น แต่ส่วนของผมยังยืนยันหลักการเดิม สว.ต้องเห็นชอบ 1 ใน 3” สว.พิสิษฐ์ กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัฐธรรมนูญ ส.ส.ร.