คอลัมน์ : Politics policy people forum
7-8 กรกฎาคม คือวันที่ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา วางคิวบรรจุวาระแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อนำไปสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“ได้รับร่างจากหลายพรรคแล้ว และได้บรรจุเข้าวาระทั้งหมด ซึ่งจากการพูดคุยกับวิป 3 ฝ่าย คาดว่าจะนำเข้าสู่วาระที่ประชุมในวันที่ 7-8 กรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1”
วาระการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เป็นหนึ่งในวาระสำคัญ เป็นเส้นทางไปสู่การ “มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ตามเสียงประชามติของประชาชน 21 ล้านเสียง เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569
เทียบโมเดล ส.ส.ร.น้ำเงิน-แดง-ส้ม-ฟ้า
พรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาลเข็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสภาเป็นพรรคแรก ชิงเปิดเกมกำหนดให้มี ส.ส.ร.จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 77 คน จากตัวแทนจังหวัดละ 1 คน อีก 23 คนมาจากสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญตาม “หลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา” กำหนด 8 คนมาจากการเปิดรับสมัคร โดยผู้รับสมัครคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
จากนั้น กกต.จะรวบรวมรายชื่อส่งให้ประธานรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา (สส.และ สว.) คัดเลือกให้เหลือ 100 คน โดยกำหนดโควตา สส.และ สว.คัดเลือก ส.ส.ร.ตามจำนวนเสียงแต่ละพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภา
ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 45 คน ต้องเป็น ส.ส.ร. 30 คน และอีก 15 คน ตั้งจากบุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. ดึงจากบัญชีสำรองของคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ร. กำหนดกรอบเวลายกร่างรัฐธรรมนูญ 360 วัน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ห้ามเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์
ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบ โดยเสียงเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีเสียงฝ่ายค้าน และพรรคการเมืองที่ไม่มี สส.เป็นรัฐมนตรี หรือประธานสภาและรองประธานสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และมีเงื่อนไขสำคัญคือ ในจำนวนนี้จะต้องมีเสียง 1 ใน 4 ของ สว. (50) เสียง เห็นชอบด้วย
นอกจากนี้ยังมี “กลไกคู่ขนาน” คือคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก 45 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. 15 คน ส.ส.ร.สำรอง 15 คน และประชาชน 15 คน
ส้ม 2 ร่าง ให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.
ขณะที่พรรคประชาชนยื่นร่างรัฐธรรมนูญ 2 ร่าง โดยมีกำหนด ส.ส.ร. 150 คน แต่ต่างกันตรงที่ ร่างที่ 1 ให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 100 คน โดยใช้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 50 คนมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ในฐานะตัวแทนกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มประเด็น
เมื่อได้รายชื่อแคนดิเดต ส.ส.ร. 150 คนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว จะมีการส่งรายชื่อนี้ให้รัฐสภาพิจารณารับรองทั้งคณะ หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
ส่วนร่างที่ 2 ให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร. 300 คน แบ่งเป็น ส.ส.ร. 200 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 100 คนมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งอาจเป็นเสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ
จากนั้นรัฐสภาพิจารณาคัดเลือกแบ่งเป็น 2 สาย สายแรก ส.ส.ร.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 200 คน รัฐสภาจะเลือกให้เหลือ 100 คน สายที่สอง ส.ส.ร. แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน รัฐสภาจะเลือกให้เหลือ 50 คน ขณะที่กรอบในการร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน กำหนดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใช้เวลา 360 วัน โดยมีเงื่อนไขไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ-ระบอบการปกครอง โดยเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา
พท.ชูโมเดล 152 สส.เลือกตั้ง
สำหรับพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลแต่มีเพียง 74 เสียง ต้องยืมมือพรรคการเมืองทั้งขั้วฝ่ายรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยชูโมเดล ส.ส.ร. 152 คน
แบ่งเป็น ส.ส.ร.ส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งจากจังหวัด รวม กทม. 100 คน โดยต้องมาจากจังหวัดละไม่น้อยกว่า 1 คน ทั้งนี้ การคำนวณจำนวน ส.ส.ร.พึงมีแต่ละจึงหวัดให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศปีสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. เฉลี่ยด้วยผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น ส.ส.ร.จำนวน 300 คน เมื่อได้ ส.ส.ร.จำนวน 300 คนแล้วให้รัฐสภาคัดเลือกต่อจนเหลือ 100 คน
ส.ส.ร.ส่วนที่สองอีก 52 คน มาจากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, คณะรัฐมนตรี, ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา, ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด, สภา, สมาคม, องค์กร และองค์กรต่าง ๆ
จากนั้นให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยมาจากการแต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 10 คน ประกอบด้วย ด้านกฎหมายมหาชน 3 คน ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 3 คน ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน และการร่างรัฐธรรมนูญ 4 คน
และมีกลไกคณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น 35 คน แต่งตั้งจาก ส.ส.ร. 25 คน อีก 10 คนแต่งตั้งจากที่ประชุมคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ และคณะวารสารศาสตร์ หรือที่เรียกเป็นชื่อเป็นอย่างอื่นที่เทียบเท่า สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งจำนวน 5 คน และสภาและสมาคมวิชาชีพสื่อ 5 คน
กำหนดเงื่อนไขการร่างรัฐธรรมนูญ ห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองและรูปแบบรัฐ ใช้เวลาในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 300 วัน โดยการลงมติเห็นชอบร่างฉบับใหม่โดยรัฐสภา : ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา
ปชป.วางกลไกใช้อำนาจ
ส่วนโมเดล ส.ส.ร.ของพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวน 100 คน กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งแบบ “Primary Vote” ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยวิธีหยั่งเสียงเลือกตั้งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดให้ผู้ที่ได้คะแนนเป็นที่ 1-3 ได้รับเลือกเป็นตัวแทนจังหวัด จากนั้นให้ที่ประชุมรัฐสภาคัดเลือกคนละ 1 ชื่อ ให้เหลือ 80 คน ซึ่งจะได้เป็น ส.ส.ร.ตัวแทนจังหวัด
และมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีประสบการณ์จำนวน 20 คน ประกอบด้วย สาขามหาชน 5 คน สาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน ผู้พิพากษาที่ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 5 คน ตุลาการที่คัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด 5 คน
เงื่อนไขการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่มีผลการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ นอกจากนี้ยังกำหนดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญระบบใหม่ จะต้องมีเนื้อหาสำคัญ อาทิ การออกแบบสถาบันการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมืองที่ให้มีที่ยึดโยงกับประชาชน ประชาชนตรวจสอบถ่วงดุลได้ วางกลไกการใช้อำนาจรัฐ การใช้อำนาจโดยมิชอบ และผลประโยชน์ทับซ้อน
โดย ส.ส.ร.มีกำหนดเวลาต้องทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 240 วัน การลงมติเห็นชอบต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
67 สว.จุดชี้ขาดสำคัญ
อย่างไรก็ตาม อีกปัจจัยชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะฝ่าด่านไปถึงการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อยู่ในมือของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบล่าสุด ทุกพรรค ทุกขั้วการเมืองต่างยื่นร่างแก้ไขเป็นของตัวเอง
แต่สุดท้ายการจะผ่าน-ไม่ผ่านการเห็นชอบของรัฐสภา จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว.จำนวน 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง หากได้เสียง สว.ไม่ถึงเป้า การแก้รัฐธรรมนูญก็จะซ้ำรอยเดิม
“พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์” สมาชิก สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ผู้ที่ออกมาปฏิเสธการมีอยู่ของ “ระบอบสีน้ำเงิน” กล่าวถึงการที่พรรคการเมืองยื่นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ว่า ใน สว.ก็มีการหารือกันถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่จะรับหลักการวาระ 1 ร่างใดบ้าง สว.แต่ละคนก็มีความเห็นเป็นของตัวเอง
ส่วนตัวมองว่ารูปแบบ ส.ส.ร.ที่ให้ประชาชนเลือกโดยตรง แล้วให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือกอีกครั้งนั้น อาจขัดหรือแย้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ให้ประชาชนเลือก ส.ส.ร.โดยตรง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่รับ ถ้าไม่รับก็คือไม่รับทั้งฉบับ แต่ถ้ารับหลักการวาระ 1 ก็จะต้องไปแก้ไข แต่ถ้าเป็นการเลือก ส.ส.ร.โดยตรงนั้น ไม่เห็นด้วยอยู่แล้วเพราะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
สว.พิสิษฐ์ ผู้ที่เคยเสนอแปรญัตติให้การเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 จนเป็นชนวนเหตุที่ทำให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ตัดสินใจยุบสภา เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 ในทางส่วนตัวยังคงยืนยันความคิดเดิมว่าต้องการให้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องมีเสียง สว.เห็นชอบด้วย 1 ใน 3
“แต่ผมไม่ก้าวล่วง สว.คนอื่น เขาอาจจะต้องการเสียงเห็นชอบ สว. 1 ใน 4 หรือ 2 ใน 3 หรือยอมรับที่เสียงกึ่งหนึ่งได้ทั้งนั้น แต่ส่วนของผมยังยืนยันหลักการเดิม สว.ต้องเห็นชอบ 1 ใน 3” สว.พิสิษฐ์ กล่าว