เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

อาคม สั่ง ก.ล.ต. ให้ความรู้นักลงทุน เตือนความเสี่ยง “บิตคอยน์”

11 ก.พ. 2564 | 11:52น.

รมว.คลัง สั่ง ก.ล.ต. เน้นดูแล 5 เรื่อง ชี้บิตคอยน์เป็นเรื่องใหม่ ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง-ความรู้นักลงทุน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูวิกฤตโควิด ใช้นโยบายการเงิน-การคลัง ต้องสอดประสานกัน เล็งปรับโครงสร้างภาษี รอบ 2

วันที่ 11 ก.พ. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการเปิดงานสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ : บทบาทตลาดทุนกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศปี 64 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการทำหน้าที่กำกับดูแลตลาดทุนให้น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกในการส่งเสริมการระดมทุน ทั้งจากภาครัฐ และเอกชน

โดยสิ่งที่อยากฝาก ก.ล.ต.​ มี 5 ด้าน ได้แก่

1.เรื่องบิตคอยน์ หรือ สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งปัจจุบัน เป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาอยู่ในตลาด ดังนั้นจะต้องดูแลให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ความรู้กับนักลงทุน หรือผู้ออมที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่แสวงหาผลตอบแทนที่สูง เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงมากเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจกระทบกับตลาดทุนได้

“บิตคอยน์ เป็นเรื่องใหม่ต้องดูแลให้ดี เพราะวันนี้มันมีผู้ที่มีเงินน้อย มีความเสี่ยงต่ำ แต่บังเอิญอยากได้ผลตอบแทนสูงก็มีความเสี่ยงมาก ดังนั้นจะต้องให้ความรู้ โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารความเสี่ยงกับผู้มีเงินออมและเข้ามาอยู่ในตลาดตรงนี้ ต้องให้มีความรู้เท่าทัน ไม่เสี่ยงไป” นายอาคมกล่าว

2.ก.ล.ต. จะต้องเข้าไปดูแล หรือการอำนวยความสะดวกให้กิจการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ 3.การให้บริษัทใหม่ ๆ เข้าถึงตลาดทุนได้ 4.การยกระดับความเชื่อมั่นเสริมศักยภาพตลาดทุน โดยเน้นการวางรากฐานระดับกฎหมาย กฎระเบียบ เพื่อให้ตลาดมีความมั่นคง และ 5.การพัฒนาการเงินที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อม

นายอาคม กล่าวว่า สำหรับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ แต่จะไม่มากเท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณของวัคซีนที่จะทยอยเข้ามาต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า รัฐบาลจะให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันอย่างทั่วถึง และทุกคนจะต้องได้รับวัคซีนแน่นอน

“เราเห็นความหวังว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้นน้อยลงจากปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดค่อนข้างรุนแรง ตัวเลขการติดชื้อมากกว่าปีที่แล้ว เห็นหลักร้อยรายต่อวันในปีนี้ แต่ตัวเลขล่าสุดเริ่มลดลง สะท้อนว่าการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพ” นายอาคม กล่าว

อย่างไรก็ตาม นอกจากภูมิคุ้มกันด้านสุขภาพ ไทยยังมีภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจ 3 ตัว ประกอบด้วย 1.วัคซีนในประเทศ คือ การที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัวได้อย่างมั่นคง ต่อเนื่อง ทุนสำรองระหว่างประเทศ ฐานะการคลังมั่นคง และสามารถบริหารจัดการหนี้ของประเทศได้

2.วัคซีนภาคการผลิตและบริการ โดยภาคเอกชนต้องมีภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการบริหารความเสี่ยง มีธรรมาภิบาล รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

3.วัคซีนภาคระดับประชาชน โดยการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบผ่านโครงการต่าง ๆ พร้อมกับการสนับสนุนให้ประชาชนรู้จักการออม เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันในอนาคต ซึ่งทั้ง 3 วัคซีน มองว่าจะช่วยสร้างให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง มีเสถียรภาพและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าโรคระบาดจะมีอีกเมื่อไหร่ ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือการเตรียมความพร้อมซึ่งการทำธุรกิจก็เช่นเดียวกัน ด้านรัฐบาลที่ผ่านมาได้เยียวยา ฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็เป็นแค่ช่วงระยะสั้นเท่านั้น ไม่มีที่ไหนหรือประเทศไหนจะเยียวยาแบบนี้ไปได้ตลอด” นายอาคมกล่าว

นายอาคม กล่าวว่า สิ่งสำคัญสำหรับการฟื้นฟูในช่วงที่มีวิกฤตโควิด-19 คือ นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ต้องสอดประสานกัน เพื่อให้การดำเนินนโยบายการคลังสามารถขับเคลื่อนไปได้ มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกันอนาคตของไทยจะไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน หรือ BCG โดยการลงทุนหลังจากนี้ จะไปสู่ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านดิจิทัลมากขึ้น เห็นได้จาก มาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ เน้นไปสู่สังคมไร้เงินสด ทั้งโครงการเราไม่ทิ้งกัน ชิมช็อปใช้ คนละครึ่ง เราชนะ ทุกอย่างใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นหลัก

นอกจากนี้ การลงทุนรัฐบาลจะเน้นการลงทุนที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น green energy โดยเฉพาะการมุ่งไปสู่รถอีวีในอนาคต ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างหามาตรการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

ขณะที่ด้านภาษีนั้น กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างภาษีรอบ 2 รวมถึงการหามาตรการส่งเสริมด้านการลงทุนเพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เป็นต้น