สารพัดปัจจัยลบกดดัน “SET” ส่อพักฐาน วันนี้ “ฟุตซี่” หั่นน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย
สารพัดปัจจัยลบกดดัน “ตลาดหุ้นไทย” ส่อพักฐาน หลังตลอดสัปดาห์ดัชนีพยายามทดสอบแนวต้านใหญ่ 1,580 จุด แต่ยืนไม่ได้ วันนี้ “FTSE Rebalancing” หั่นน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย จับตาประชุม ศบค.ชุดใหญ่ คลายล็อกสงกรานต์-เปิดประเทศ
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (19 มี.ค.64) ว่า ดัชนี (SET) คาดเช้านี้จะแกว่งตัวในกรอบเดิม ๆ ระหว่าง 1,555-1,575 จุด แต่ต้องระวังการพักฐานหลังพยายามทดสอบแนวต้านใหญ่ที่ 1,580 จุด ถึง 2 ครั้งในตลอดสัปดาห์ แต่ยังไม่สามารถยืนได้
โดยปัจจัยแวดล้อมตลาดที่คาดมีผลเชิงลบต่อภาพการลงทุนช่วงนี้ ได้แก่ 1.ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล(Bond Yield) ของสหรัฐที่เร่งตัวขึ้นเหนือระดับ 1.7% ทำให้เห็นการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีค่อนข้างหนัก 2.ราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งหนัก โดย WTI ดิ่งลงกว่า 7% วานนี้ และ 3.สถานการณ์โควิดที่หลายประเทศเริ่มเผชิญการระบาดระลอก 3
4.FTSE Rebalancing วันนี้ ซึ่งมีหุ้นใหญ่หลายตัวถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุน และ 5.การเมืองภายในประเทศ ที่ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมฯ กลับมาอีกระลอก
กลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีเมื่อราคาย่อตัว ส่วนกลุ่มท่องเที่ยวและเปิดเมืองให้ติดตามการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ วันนี้ที่จะมีประเด็นคลายล็อกสงกรานต์และการเปิดประเทศซึ่งอาจมีแรงหนุนกลับมาให้เก็งกำไรกันต่อได้
โดยวันนี้ติดตามการประชุมของ ศบค.ชุดใหญ่ ที่จะพิจารณาเรื่องการคลายล็อกมาตรการคุมเข้มโควิด-19 ช่วงสงกรานต์โดยทางฝ่ายวิจัยคาดว่าจะยืนตาม ศบค.ชุดเล็ก ที่จะให้จัดกิจกรรมตามประเพณีได้ แต่งดการสาดน้ำ ปะแป้ง และปาร์ตี้โฟม ในทุกพื้นที่ของประเทศ อีดทั้งยังอาจปลดล็อกมาตรการคุมเข้มใน จ.สมุทรสาคร
ส่วนประเด็นที่น่าจับตาคือ มาตรการการเปิดประเทศด้วย Vaccine Passport ที่คาดว่าจะเริ่มระยะแรกตั้งแต่ เม.ย. 64 เป็นต้นไป ซึ่งหากดำเนินการได้จะเป็นบวกแก่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและเปิดเมือง แต่ยังมีความเสี่ยงการระบาดระลอกใหม่ทั้งระลอก 3 ในทวีปยุโรป คลัสเตอร์ตลาดบางแคประเทศไทย และการกระจายวัคซีนที่ล่าช้า รวมถึงประสิทธิภาพของวัคซีน
ปิดท้ายที่แม้ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เจอโรม พาวเวล) จะยืนยันการใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลาย แต่มุมมองนักลงทุนยังดูเหมือนกังวลการเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในสหรัฐ ทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐพุงขึ้นเหนือระดับ 1.7% ใกล้เคียงระดับก่อน COVID-19 ที่ระดับ 1.8-1.9% ซึ่งอาจจะกดดันให้เฟดต้องงัดมาตรการอื่นออกมาใช้ในการประชุมครั้งหน้า
อาทิ Yield Curve Control หรือ Operation Twist แต่ยังไม่น่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนราคาน้ำมันปรับตัวลงหลังเกิดการระบาด COVID-19 ระลอก 3 ในทวีปยุโรป และประสิทธิภาพวัคซีนที่ลดลงจากเชื้อกลายพันธุ์ จนนำไปสู่การ Lockdown อีกครั้ง ทำให้คาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันดิบจะลดลงอีกครั้ง อีกทั้งตัวเลขสต๊อกน้ำมันสหรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง